ข่าว

นุ่มสบายใช้ได้ทุกวัยใส่ใจโลก

นุ่มสบายใช้ได้ทุกวัยใส่ใจโลก

30 มี.ค. 2558

นุ่มสบายใช้ได้ทุกวัยใส่ใจโลก : ไลฟ์สไตล์

 
 
          หลังจากที่ คอตตอน ยูเอสเอ ได้เปิดตัวโลโก้ “คอตตอน ยูเอสเอ” ใหม่ พร้อมปรับภาพลักษณ์ให้เป็นแบรนด์แห่งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย ในปีนี้ยังคงสานต่อเจตนารมณ์เดินหน้าสร้างการรับรู้ที่ดีของสัญลักษณ์ พร้อมบทบาทและหน้าที่ของแบรนด์ รวมถึงนำเสนอประโยชน์ของเส้นใยฝ้ายจากสหรัฐอเมริกาให้แก่ผู้บริโภคได้รับรู้ ล่าสุด ไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน จัดกิจกรรม "2015 คอตตอน ยูเอสเอ มีเดีย เวิร์คช็อป" ตอน “มีท เพลย์ เลิฟ” พาสื่อมวลชนร่วมเปิดโลกใบใหม่แห่งสัมผัสนุ่มสบายจากเส้นใยฝ้ายสหรัฐอเมริกาที่มีความพิเศษ 3 ด้าน ได้แก่ ความบริสุทธิ์ของเส้นใย (Purity) คุณภาพที่ดีของเส้นใย (Quality) และความรับผิดชอบ (Responsibility) พร้อมสอดแทรกสาระความรู้เกี่ยวกับวงจรสีเขียวของฝ้ายผ่านกิจกรรมในรูปแบบเอ็ดดูเทนเมนท์ ที่ โรงแรม เดอ ลา เปซ์ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันก่อน
 
          หลังจากนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงานนันยางเท็กซ์ไทล์ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี หนึ่งในผู้นำเข้าเส้นใยฝ้ายจากสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษากระบวนการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการปั่นฝ้ายจนถึงไปถึงการทอออกมาเป็นผืนผ้าเพื่อเตรียมนำไปแต่อยอดเป็นสินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงกิจกรรมเรียนรู้คุณสมบัติพิเศษของเส้นใยฝ้ายธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ของ คอตตอน ยูเอสเอ แล้ว ไกรภพ กล่าวถึงที่มาของการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ว่า เพื่อเฉลิมฉลองครบ 25 ปี ของสัญลักษณ์ คอตตอน ยูเอสเอ ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น พร้อมปรับขยายกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้สนใจแฟชั่น กลุ่มผู้แสวงหาความรู้ผู้สนใจโลกใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่มฟอร์ม มี ทู วี หรือกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ และจากผลการวิจัย “2014 โกบอล ไลฟ์สไตล์ มอนิเตอร์” พบว่าผู้บริโภคคนไทยชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายมากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ และผู้บริโภคกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย และอีก 93 เปอร์เซ็นต์พบว่าผู้บริโภคชาวไทยยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของเสื้อผ้าที่ซื้ออีกด้วย ซึ่งยืนยันได้จากจำนวนผู้ผลิตแบรนด์เสื้อผ้าและเคหะสิ่งทอถึง 34 แบรนด์ ยังไม่รวมโรงงานสิ่งทออีก 13 แห่งที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์คอตตอน ยูเอสเค 100 เปอร์เซ็นต์
 
          "ฝ้ายเป็นเส้นใยที่มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการเพาะปลูกฝ้ายมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีอัตราการส่งออกมากสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ถึง 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฝ้ายอเมริกาเป็นที่ยอมรับในระดับสากลในฐานะผู้ผลิตและส่งออกฝ้ายคุณภาพสูง เนื่องจากคุณสมบัติอันโดดเด่น 3 ประการ ได้แก่ ความบริสุทธิ์ของเส้นใยฝ้าย จากกระบวนการเพาะปลูกตลอดจนการเก็บเกี่ยวโดยเครื่องจักรทันสมัย ฝ้ายจึงมีคุณภาพสูง ไร้สิ่งเจือปน และไม่ระคายเคืองผิวต่อผู้สวมใส่ คุณภาพที่ดีของเส้นใยฝ้าย ผู้ผลิตฝ้ายใส่ใจในทุกกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยตลอดจนความใส่ใจเพื่อให้ได้เส้นใยฝ้ายธรรมชาติที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด มีสีขาว และสัมผัสนุ่ม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2554 ผู้ปลูกฝ้ายมีการพัฒนา กรรมวิธีการเพาะปลูกฝ้ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการใช้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยการปลูกฝ้ายในปัจจุบัน สามารถช่วยรักษา 5 ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญให้กับโลกของเรา ได้แก่ ใช้พื้นที่การเพาะปลูกน้อยลง 30 เปอร์เซ็นต์ การชะล้างหน้าดินลดลง 68 เปอร์เซ็นต์ ใช้น้ำในการเพาะปลูกฝ้ายลดลงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ใช้พลังงานในการผลิตลดลง 31 เปอร์เซ็นต์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 22 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น เส้นใยฝ้ายยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติกลับคืนสู่พื้นโลกอีกด้วย" ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าว
 
          สำหรับวงจรชีวิตของฝ้ายนั้น ไกรภพ เสริมว่า เนื่องจากฝ้ายเป็นเส้นใยธรรมชาติที่สามารถปลูกทดแทนได้ และย่อยสลายตามธรรมชาติ อีกทั้งการปลูกต้นฝ้ายบนพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 1 ปี ยังสามารถช่วยดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,800 กิโลกรัม ผ่านกระบวนการสังเคราะห์เพื่อเปลี่ยนเป็นส่วนประกอบต่างๆ ของต้นฝ้าย อาทิ เส้นใย น้ำมัน และ โปรตีน นอกจากนี้ ส่วนประกอบดังกล่าวยังสามารถนำมาแปรรูปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด อาทิ “เมล็ด” สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันเมล็ดฝ้ายเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีโปรตีนสูง ส่วน “กากฝ้าย” ยังสามารถทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ และส่วนสำคัญอย่าง “เส้นใย” จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเส้นด้าย เพื่อส่งต่อไปยังกระบวนการทอผ้าผืน และนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ในส่วนของกระบวนการเพาะปลูกตลอดจนเก็บเกี่ยว ผู้ปลูกฝ้ายควรเพาะปลูกเมล็ดฝ้ายในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่เหมาะสม โดยต้นฝ้ายจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่แห้งแล้ง และทนต่อแมลง รวมถึงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี โดยในการปลูกฝ้ายนั้น ใช้ยาฆ่าแมลงลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา