ข่าว

สปช.เสนอโอนย้าย'ดีเอสไอ'ไปรวม'อัยการ'

สปช.เสนอโอนย้าย'ดีเอสไอ'ไปรวม'อัยการ'

28 มี.ค. 2558

สปช.เสนอโอนย้าย 'ดีเอสไอ' ไปรวม 'อัยการ' ป้องกันการเมืองแทรก รองปลัดยธ.-อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับแนวคิดปฏิรูป แต่ไม่จำเป็นต้องรวมกันในเชิงโครงสร้าง

 
                         28 มี.ค. 58  นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงผลการศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โอนย้ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นสำนักงานการสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอัยการสูงสุด ว่า กระทรวงยุติธรรมเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะปรับปรุงงานสืบสวนสอบสวนทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญพิเศษ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยบังคับใช้กฎหมายทุกหน่วยกับพนักงานอัยการ หรือต้องทำงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องร่วมกันในเชิงโครงสร้าง สำหรับกลุ่มงานพัฒนาพฤตินิสัยทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้โอนย้ายไปสังกัดศาลยุติธรรมนั้น มิติใหม่ของงานยุติธรรมเห็นว่า ฝ่ายบริหารทุกกระทรวงต้องร่วมมือกับศาลในการฟื้นฟูผู้กระทำผิด โดยกระทรวงยุติธรรมจะเป็นข้อกลางเชื่อมฝ่ายบริหารทุกกระทรวงให้ทำงานร่วมกับศาล เนื่องจากงานฟื้นฟูปรับเปลี่ยนพฤตินิสัยของผู้กระทำผิดไม่ให้ออกมากระทำผิดซ้ำ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนงานในทุกกระทรวง
 
                         ด้านนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ข้อเสนอให้โอนย้ายดีเอสไอไปสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นเพียงแนวคิดจากการศึกษาของคณะกรรมการชุดต่างๆ ในขั้นตอนของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดีเอสไอต้องรับมาศึกษาถึงผลกระทบและข้อดีข้อเสีย โดยดีเอสไอพร้อมให้ความร่วมมือในการปรับปรุงองค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประชาชนสามารถเข้าถึงความเป็นธรรมได้มากที่สุด
 
                         สำหรับดีเอสไอถูกมองว่าบุคลากรภายในมีคนของนักการเมืองเก่าแฝงอยู่ ส่งผลให้มีการเมืองแทรกแซงงานสอบสวนคดี โดยผลการศึกษาของ สปช. เห็นสมควรให้โอนหน่วยงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 
 
                         1. กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปลี่ยนเป็นสำนักงานการสอบสวนคดีพิเศษ มีผู้บัญชาการการสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้บังคับบัญชา ขึ้นตรงต่ออัยการสูงสุด
 
                         2. กำหนดให้มีคณะกรรมการการสอบสวนคดีพิเศษ (ก.พ.ศ.) โดยมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ทำหน้าที่เป็นหลักประกัน ความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อร่วมกับพนักงานอัยการในการสืบสวน สอบสวน คดีพิเศษ
 
                         ​3. กำหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน ของผู้บัญชาการการสอบสวนคดีพิเศษ เทียบเท่าปลัดกระทรวง แยกสำนักงานคดีพิเศษ เป็น 10 สำนักงาน มีอธิบดีการสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้บังคับบัญชา 
 
                         4. กำหนดให้คดีพิเศษทุกคดี ต้องมีพนักงานอัยการเป็นพนักงานสอบสวน หรือเข้าร่วมสอบสวน 
 
                         5. กำหนดให้คดีความผิดอาญานอกราชอาณาจักร อาชญากรรมข้ามชาติ คดีความผิดที่มีข้อยุ่งยากสลับซับซ้อน คดีที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญ และคดีความผิดอาญาสามัญในพื้นที่ ซึ่งอธิบดีอัยการ และอธิบดีสอบสวนคดีพิเศษ เห็นควรให้มีการสืบสวน สอบสวน เป็นคดีพิเศษ
 
                         ​6. ให้คงอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ มีอำนาจเช่นเดียวกันกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษด้วย 
 
                         ​7. ในเบื้องต้นให้คณะกรรมการอัยการ ทำหน้าที่คณะกรรมการการสอบสวนคดีพิเศษ ให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นอธิบดีสำนักงานการสอบสวนคดีพิเศษกลาง รักษาการในตำแหน่ง ผู้บัญชาการการสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนคดีที่ค้างการสืบสวน สอบสวน ให้ดำเนินการสืบสวน สอบสวน ต่อไปได้จนกว่าการสอบสวนเสร็จสิ้น 
 
                         ​8. กำหนดให้ มีการตรวจสอบ จริยธรรม จรรยาบรรณ ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับพนักงานอัยการ เนื่องจากการสอบสวนคดีพิเศษ ต้องอดทนกับความเสี่ยง การเสียดทานเป็นอย่างสูง เป็นพิเศษ จากผู้เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงอิทธิพล ด้านการเงิน อำนาจรัฐ หรือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ
 
                         ทั้งนี้ การรวมองค์กรกรมสอบสวนคดีพิเศษมาเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานอัยการสูงสุด ​จะมีผลดีหลายด้าน ดังนี้ 
 
                         1. ทำให้สำนักงานอัยการสูงสุด สามารถอำนวยความยุติธรรมในชั้นสอบสวนได้มากขึ้น ตามความคาดหวังของประชาชน สังคม ทั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์ โดยพนักงานอัยการสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น 
 
                         2. สำนักงานอัยการสูงสุด สามารถเข้าทำการสอบสวนคดีสำคัญ คดีอาชญากรรมข้ามชาติ คดีความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุด เป็นการเติมเต็มศักยภาพของสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย
 
                         3. ไม่ต้องจัดหางบประมาณ อัตรากำลังเพิ่มให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุดในภาระงานดังกล่าว โดยถ่ายโอน บุคลากรผู้มีทักษะในงานสืบสวน สอบสวน วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น รวมทั้งงบประมาณของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มายังสำนักงานอัยการสูงสุดได้ทันที 
 
                         4. กระบวนการ การอำนวยความยุติธรรมในประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด สามารถสอบสวน ตรวจสอบ นักการเมือง ผู้มีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ แม้แต่ฝ่ายตุลาการได้ หากมีมูลสงสัยว่า มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือโดยทุจริต โดยไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร 
 
                         5. นักการเมือง ฝ่ายบริหาร ไม่อาจใช้กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ ใช้อำนาจมิชอบในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้สุจริต ในการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ