
รัฐบาลชู7มาตรการประมงดันพ้น'เทียร์ 3'ค้ามนุษย์
รัฐบาลชู7มาตรการประมง ดันพ้น'เทียร์ 3'ค้ามนุษย์ : โต๊ะความมั่นคง
สถานการณ์การ “ค้ามนุษย์” ของไทยในสายตามหาอำนาจสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ตามรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ TIP Report ประจำปี 2014 ตกต่ำถึงขีดสุด เมื่อประเทศไทยถูกปรับลดอันดับลงมาอยู่ในบัญชีกลุ่ม “เทียร์" (Tier 3) ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับเลวร้ายที่สุด
รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงพยายามเร่งแก้ไขปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อให้ไทยก้าวพ้นจากวิกฤติดังกล่าว โดยเฉพาะการแก้ปัญหาใน “ภาคประมง” ที่มีการค้ามนุษย์ในลักษณะของการถูกชักจูงเข้าไปในอุตสาหกรรมประมง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
โดยเฉพาะมาตรฐานอียูที่ได้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกัน และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU Fishing ) ทางรัฐบาล และคสช. จึงพยายามวางมาตรการใหม่ๆ ในการควบคุมอุตสาหกรรมประมง เพื่อหวังเลื่อนอันดับการค้ามนุษย์ของไทยให้ดีขึ้นในปีนี้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร กรมแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจน้ำ และศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) ของกองทัพเรือ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน
นอกจากนี้ยังกำหนดกรอบเวลา และกำหนดเจ้าภาพรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ โดยที่ผ่านมาการดำเนินการของคณะทำงานชุดดังกล่าวมีความก้าวหน้าไปมาก ดังนี้ 1.การจัดระเบียบเรือประมง ได้จัดทำฐานข้อมูลเรือประมงและแรงงานประมงโดยให้เรือประมงที่ไม่ได้จดทะเบียนเพิ่มระหว่างงันที่ 12 มกราคม-28 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 4,243 ลำ รวมแล้วมีเรือประมงที่มีทะเบียนถูกต้องแล้ว จำนวน 50,970 ลำ จากที่มีประมาณการทั้งสิ้น 5.3 หมื่นลำ นอกจากนี้ยังได้แจ้งให้เจ้าของเรือหรือบริษัทเจ้าของเรือจะต้องทำใบอนุญาตทางประมง และใบอนุญาตใช้เครื่องมือทำการประมง เพื่อให้การทำการประมงเป็นไปอย่างถูกต้อง
2.การตรวจเรือประมงอย่างเข้มข้น ทั้งที่ท่าเรือ และในทะเลเพื่อรองรับมาตรการการจัดระเบียบเรือ และการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย โดยได้จัดเรือลาดตระเวนตรวจสอบเรือประมงในทะเล จำนวน 77 ลำ 3.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมและติดตามตำแหน่งเรือประมงหรือศูนย์ควบคุม วีเอ็มเอส ให้บริการท่าเรือประมงเพื่อให้แล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการภายในเดือนมีนาคม 2558 พร้อมทั้งพัฒนาระบบเชื่องโยงการตรวจตราเฝ้าระวังระหว่างเรือตรวจการณ์-ศูนย์ วีเอ็มเอส-ท่าเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมติดตามเรือประมง
4.การออกข้อบังคับให้เรือประมงติดตั้ง วีเอ็มเอส โดยจัดทำเป็นร่างกฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือของกรมเจ้าท่าและกรมประมง เพื่อติดตามควบคุมและช่วยเหลือเรือประมงทั้งการทำประมงในและนอกน่านน้ำไทย 5.การแจ้งเรือเข้า-ออก โดยจัดตั้งเป็น “ศูนย์ให้บริการเรือประมง” จำนวน 26 แห่ง โดยเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมแจ้งเรือเข้า-ออก รวมถึงอำนวยความสะดวกที่ท่าเรือในเรื่องการอนุญาต การรับรายงาน ตลอดจนการบริการอื่นๆ 6.การเฝ้าติดตามเรือประมงตลอดเวลาที่ประมงทำการอยู่ในทะเล โดย ศรชล.จะเฝ้าติดตามวิเคราะห์พฤติกรรมเรือไทยทำประมงทั้งในเขตในและนอกน่านน้ำไทย โดยพร้อมให้การช่วยเหลือ
และ 7.การจดทะเบียนและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว โดยดำเนินการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวทำประมงทุกคนต้องมีใบอนุญาตให้ทำงาน หรือ เวิร์ก เพอร์มิต และกำหนดให้มีสัญญาจ้างงานกับเจ้าของเรือที่ถูกต้อง รวมทั้งควบคุมจำนวนลูกเรือตามที่กำหนด
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง และจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ประเทศไทยเป็นต้นทางและปลายทางการค้ามนุษย์ และจัดอันดับให้ไทยอยู่ในเทียร์ 3 เมื่อปีที่แล้ว
“เราได้จัดทำรายงานการแก้ปัญหาเพื่อตอบกลับไปยังสหรัฐ เชื่อว่าจะตอบคำถามได้ชัดเจนมากกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งจะสามารถตอบคำถามต่ออียูเช่นเดียวกัน ซึ่งการแก้ปัญหาไม่ใช่เพื่อการยกระดับจากเทียร์ 3 เท่านั้น แต่เพื่อไม่ต้องการให้คนไทยถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นทางและปลายทางของการค้ามนุษย์ โดยเราจะเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้คนไทยถูกดูถูก”
พล.อ.ประวิตร กล่าวย้ำว่า เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล ทั้งการออกกฎหมายและกำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลไม่ให้มีการค้ามนุษย์ และไม่ให้มีแรงงานเถื่อนในการทำประมง
หลังจากนี้รัฐบาลจะมีการกำหนด “ยุทธศาสตร์ในการปราบปรามการค้ามนุษย์” ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ โดยเรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด และจะรายงานนายกรัฐมนตรีว่าควรจะประกาศเรื่องดังกล่าวให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
“การดำเนินการเรื่องนี้เป็นความตั้งใจอย่างสูงของรัฐบาลและคสช. ร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคมที่จะแก้ปัญหาและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ และการทำประมงให้ได้มาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดอย่างจริงจังและยั่งยืนต่อไป” พล.อ.ประวิตร กล่าวให้คำมั่น
ส่วนจะแก้ไขปัญหาได้ตรงตามมาตรฐานของสหรัฐและอียูหรือไม่นั้น รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2015 จะเป็นผู้ให้คำตอบทั้งหมด



