ข่าว

รัฐไทยเมินช่วย‘ง่วงแล้วขับ’ภัยมืดใกล้ตัว

รัฐไทยเมินช่วย‘ง่วงแล้วขับ’ภัยมืดใกล้ตัว

26 มี.ค. 2558

รัฐไทยเมินช่วย‘ง่วงแล้วขับ’ภัยมืดใกล้ตัว : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                “ง่วงขับหลับใน“ ภัยมืดที่มองไม่เห็นเป็นสาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุบนถนน ที่เกิดขึ้นเป็นข่าวหน้า 1 บ่อยครั้งนอกเหนือจากความประมาท ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิดและเมาแล้วขับ

                ล่าสุดองค์การอนามัยโลกจัดอันดับ ไทย เป็นประเทศที่มีอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นมากที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก รองจาก นามิเบีย มีอัตราเฉลี่ย เสียชีวิต 44 คนต่อประชากร 100,000 คน

                ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องตื่นตัวแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ เทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้  “ผู้ขับขี่” รถทางไกล

                นอกจากจะมีสติ  ไม่ประมาทแล้ว  ต้องไม่ง่วงแล้วขับ  ง่วงอย่าขับ ให้สังเกตตัวเองง่ายๆ เมื่อง่วงคือ จะมีอาการหาวบ่อย  ลืมตาไม่ขึ้น บังคับรถไม่อยู่ในช่องทาง  ใจลอย ไม่มีสมาธิ จำไม่ได้ว่าขับผ่านอะไรบ้าง

                แนะ 5 วิธีแก้ง่วง  เปิดเพลงหรือร้องเพลงดังๆ พูดคุยกับคนที่นั่งด้วย กินของขบเคี้ยว ดื่มกาแฟ หยุดพักล้างหน้าให้สดชื่นแล้วขับไปต่อ  ฯลฯ  

                “นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์“ ประธานกรรมการทุนง่วงอย่าขับมูลนิธิรามาธิบดีในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ บอกถึงสาเหตุง่วงขณะขับรถ เกิดจากอดนอน นอนน้อย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  กินยาบางตัว มีโรคประจำตัวที่นอนเท่าไหร่ก็ยังง่วงอยู่ เช่น โรคนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ ฯลฯ

                "อาการง่วงเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในทันที ถ้าขับความเร็ว 90 กม.ต่อชั่วโมง เมื่อหลับในแล้วชน รถจะวิ่งไปข้างหน้า 100 เมตรโดยไม่ควบคุมรถ แรงกระแทกเท่ากับตกตึก 4 ชั้น  หลายประเทศรณรงค์เรื่องนี้กันมากในยุโรปและอเมริกา ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไทยเราเคยทำ แต่ไม่ต่อเนื่อง เพราะรัฐไม่สนับสนุน" นพ.มนูญ กล่าวและว่า  

                ปัจจุบันแนวทางแก้ปัญหาลดอุบัติเหตุล้มเหลว เพราะนโยบายถูกควบคุมโดยเครือข่ายที่แสวงหาประโยชน์ หาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ทั้งที่สถิติคนตายเมาขับลดลงจากร้อยละ 70 เหลือเพียง 20-25 เท่านั้น ขณะที่ตัวเลขการดื่มเหล้าของคนไทยเปลี่ยนจากอันดับ 5 เป็น 78 ของโลก แต่อุบัติเหตุยังมีอยู่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

                ขณะที่นายปรีชา ออประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก พล.ต.ท.ธงชัย ไชยรักษ์ อดีตผู้การทางหลวง นายนิกร จำนงค์ อดีต รมช.คมนาคม พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสตช. ฯลฯ ต่างแสดงความเห็นหลากหลายระหว่างเสวนา “ง่วงแล้วขับภัยมืดที่มองไม่เห็น“ ช่วงหนึ่งของการประชุมสามัญสมาคมไทยอเมริกัน ที่โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ วันที่ 23 มีนาคม                       “อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก” บอกว่า ประเทศไทยควรมีที่พักริมทาง (REST AREA) อย่างน้อยทุกๆ 300 กม. เป็นที่พักผ่อนของคนขับรถ ได้ลงไปยืดเส้นยืดสายให้รถใหญ่เข้าไปจอดได้ กรมทางหลวงต้องเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับกรมขนส่ง และสาธารณสุข ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังและใส่ใจเหมือนปัญหาเมาไม่ขับ
 
                ด้าน “อดีต รมช.คมนาคม“ เล่าประสบการณ์ขับรถหลับในประสบอุบัติเหตุเกือบเอาชีวิตไม่รอด ฟันหักหมดปากต้องใส่ฟันปลอม รู้เลยว่าหลับในอันตรายมาก เราต้องตื่นตัวในเรื่องนี้จริงจังไม่ใช่มุ่งแต่เมาขับอย่างเดียว เพราะมีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว แต่ยังละเลยง่วงหลับใน  แหกโค้ง ตกข้างทางเป็นข่าวหน้า 1 บ่อยไป

                “ตำนานโค้งร้อยศพ โค้งผีสิงห์ ความจริงไม่ใช่ผี เป็นกายภาพถนนไม่สอดรับ เช่นโค้งวังน้อยขาเข้าที่ร่ำลือผีดุ จริงแล้วเป็นทางตรงแล้วมาโค้งหักศอก  ที่ตายบ่อยเพราะเป็นช่วงง่วงพอดีคือตีสี่ตีห้า  พอตั้งจุดตรวจพักขับ  คบขับคนไหนสะลึมสะลือ  เรียกลงมาล้างหน้า กินกาแฟ แล้วไปต่อ ทุกวันนี้ไม่มีคนตายแล้ว“ นายนิกร  กล่าวและว่า ควรกำหนดการรณรงค์ง่วงไม่ขับ เป็นแผนขนส่งอาเซียน ซึ่งหลายประเทศก็ทำกันให้ความสำคัญกับเรื่องง่วงและหลับใน แค่แปลกที่ในไทยไม่มีใครพูดถึง มีแต่ 7 วันอันตรายซึ่งซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีแนวคิดป้องกันใหม่ๆ หากจะเดินหน้าเรื่องนี้จะต้องประสานกระทรวงคมนาคมของบสนับสนุน ซึ่งมีอยู่แล้วเป็นงบจากการประมูลทะเบียนรถ เขียนไว้ชัดเจนว่า ใช้สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอุบัติเหตุ

                “อดีตผู้การทางหลวง” บอกว่า เห็นด้วยกับง่วงไม่ขับและจุดพักหลับใน ถ้ารถจอดเฉยๆ ไม่วิ่งมันก็ไม่เกิดอุบัติเหตุ มันเป็นกรรมของไทย สร้างถนนเพิ่มรถก็เพิ่ม การแก้ปัญหาอุบัติเหตุนั้นต้องแก้ที่สาเหตุ ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เหตุคือ สภาพถนน รถมาก ไม่มีมาตรการสร้างวินัยจราจร จับปรับแล้วก็ทำอีก ส่วนการลดอุบัติเหตุ ง่วงขับหลับในคือ ไม่ขับหรือหยุดรถให้หายง่วงแล้วขับต่อนั่นเอง

                จะเห็นว่า ที่ผ่านมาภาครัฐจะรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมากมาย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเมาไม่ขับ กลับปลอดภัย ตั้งจุดตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในทางหลักทางรองทั้ง กทม.และต่างจังหวัด แต่ผู้ขับขี่บางรายยังฝ่าฝืน ไม่เกรงกลัวกฎหมาย รวมถึงกรณีง่วงไม่ขับหลับในก็ตาม ที่ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือตรวจวัดความง่วงในระดับต่างๆ แต่ยังไม่ได้ผลดี เท่ากับความรู้สึกของผู้ขับขี่เองที่รู้ว่าเมาหรือง่วงขณะนั้น จากการสอบถามความเห็นของคนกินเหล้าแล้วขับรถส่วนใหญ่ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เมาแต่จะง่วงมากกว่า และไม่ว่าจะง่วงหรือเมาขับก็ตาม เมื่อเกิดอุบัติเหตุไปเฉี่ยวชนคนอื่นแล้ว นอกจากจะทำให้บาดเจ็บและเสียชีวิตผู้ขับขี่จะถูกดำเนินคดีทางอาญาและคดี พ.ร.บ.จราจรทางบกอย่างเฉียบขาดด้วย