
ปมร้อนถ่านหินวิวาทะโรงไฟฟ้ากระบี่
ปมร้อนถ่านหิน วิวาทะโรงไฟฟ้ากระบี่ : พรรณทิพา จิตราวุฒิพรรายงาน
ความไม่มั่นใจในปัญหาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการสร้างท่าเทียบเรือเพื่อใช้ในการขนถ่ายถ่านหินและการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีแผนจะดำเนินการขึ้นใน จ.กระบี่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยวิตกกังวลเกรงจะเกิดผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาสุขภาพของผู้ที่พักอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงโรงไฟฟ้า ซ้ำรอยโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยรอการชี้แจงที่ชัดเจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งหากไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเตรียมที่จะนัดหมายเคลื่อนไหวคัดค้านครั้งใหญ่
จนิรา คลองรั้ว ชาวบ้านแหลมหิน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการสร้างท่าเรือขนถ่ายถ่านหินสำหรับใช้เป็นพลังงานให้แก่โรงไฟฟ้ากระบี่ แสดงความเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยระบุว่า ครอบครัวของเธอทำประมงหาเลี้ยงชีพมาหลายรุ่น รู้สึกตกใจหลังทราบข่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะสร้างท่าเรือขนถ่ายถ่านหินขึ้่นที่นี่ และมีแผนที่จะขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ใกล้เคียงกับคลองปกาสัยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านของเธอนัก เพราะเกรงปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ที่อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียงโรงไฟฟ้า
สอดคล้องกับ มานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมง จ.กระบี่ ที่ยืนยันว่า โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อใช้ขนส่งถ่านหินและการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงและประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน
"เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีถ่านหินตกหล่นลงในแม่น้ำลำคลองซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ที่สำคัญคืออันตรายของถ่านหินที่อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสารพิษในพื้นที่ สัตว์ทะเลในบริเวณนี้ก็อาจได้รับสารพิษนั้นไปด้วย และเมื่อคนกินสัตว์ทะเลเหล่านี้มั่นใจได้อย่างไรว่าจะปลอดภัย อีกทั้งการขนส่งถ่านหินจะนำเข้ามาจากอินโดนีเซียผ่านบ้านคลองรั้ว ผ่าน ต.เกาะศรีบอยา ต.ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ทำประมง น้ำทะเลบริเวณนี้ก็ไม่ได้ลึกหากต้องทำเป็นท่าเรือเพื่อใช้เทียบเรือขนถ่านหินซึ่งมีขนาดบรรทุกน้ำหนักถึงหมื่นตันต้องมีการขุดร่องน้ำให้ลึกขึ้น การทำเช่นนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ระบบนิเวศบริเวณนี้เปลี่ยนไป" นายกสมาคมชาวประมง จ.กระบี่ กล่าว
แม้การทำประมงใน จ.กระบี่ ส่วนใหญ่จะเป็นประมงพื้นบ้าน หากแต่ในแต่ละปีสามารถทำรายได้เข้าจังหวัดเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งหากท่าเรือน้ำลึกรองรับการขนถ่ายถ่านหินเกิดขึ้นที่นี่ ย่อมส่งผลกระทบต่อชาวประมงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้าน อมฤต ศิริพรจุฑากุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เห็นว่า การขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินและการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินใน จ.กระบี่ จะสวนทางกับนโยบายในการพัฒนา จ.กระบี่ ที่ต้องการให้เป็นเมืองกรีนซิตี้ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีความสำคัญระดับนานาชาติ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียบเป็น Ramsar Site เพราะถ้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว จะทำให้การท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมดูแย่ลง ซึ่งอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปัจจุบันถือเป็นรายได้หลักอีกทางหนึ่งของกระบี่
"ปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องการให้กระบี่เป็นกรีนซิตี้ เป็นเมืองสะอาดปลอดปัญหาเรื่องมลพิษ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนใน จ.กระบี่ หากมีท่าเรือขนถ่ายถ่านหิน มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องสุขภาพ" ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ กล่าว
ความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ สอดคล้องกับความเห็นจาก นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่กล่าวว่า ระหว่างการขนถ่ายถ่านหินจะเกิดฝุ่นละออง รวมถึงกระบวนการเผาไหม้ถ่านหินก็จะทำให้เกิดน้ำหรือไอน้ำซึ่งมีสารพิษตกค้าง หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี อาจหลุดลอดลงสู่แหล่งน้ำซึ่งจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอาจป่วยด้วยโรคปอดอักเสบจากฝุ่นถ่านหิน โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ ระบบหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เพราะถ่านหินมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์คือ คาร์บอน กำมะถัน โลหะหนักบางชนิด
"หากสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นจริง จะเกิดผลกระทบตามมาแน่นอนจากสาเหตุหลัก 3 กระบวนการ คือ กระบวนการขนส่ง กระบวนการแปรสภาพ และกระบวนการแปรสภาพเป็นความร้อน ซึ่งในขั้นตอนการขนส่งกับการแปรสภาพนั้นจะทำให้ถ่านหินฟุ้งกระจายไปตามอากาศ เกิดเป็นฝุ่นละอองเล็กๆ ปลิวไปตกตามบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดเป็นคราบถ่านหิน นอกจากนี้ยังมีกระบวนการแปรสภาพเป็นความร้อนซึ่งในขั้นนี้จะต้องมีการเผาไหม้ที่จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ อันประกอบไปด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ รวมถึงสารเคมีต่างๆ" ผอ.สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กล่าว
ทั้งประชาชนและองค์กรต่างๆ ใน จ.กระบี่ ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ยังไม่ได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หลังการสร้างท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหิน อีกทั้งไม่มั่นใจในกระบวนการทำประชาพิจารณ์ แต่กลับพบว่าโครงการนี้ผ่านประชาพิจารณ์ไปแล้ว
ขณะที่ อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. ยืนยันว่า กระบี่เป็นแหล่งแร่ถ่านหินลิกไนต์ ที่มีปริมาณมากพอที่จะเปิดเหมืองได้มาก่อน ซึ่งในอดีตก็ใช้ลิกไนต์ในพื้นที่เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ก่อนจะปรับเปลี่ยนมาเป็นน้ำมันเตาอยู่ก่อนแล้ว เพราะถ่านหินลิกไนต์ในพื้นที่ลดน้อยลง กฟผ.จึงมีความจำเป็นในการหาเชื้อเพลิงอื่นทดแทน ด้วยการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ คู่ขนานไปกับพลังงานทดแทน คือ พลังงานลม แสงอาทิตย์ และน้ำมันปาล์ม
"ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี หรือ 2500 เมกะวัตต์ และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3200 เมกะวัตต์ ในเร็วๆ นี้ เพราะการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมต่างๆ หากไม่เร่งหาพลังงานทดแทนจะเกิดปัญหาขาดแคลนขึ้นในปี 2562 อย่างแน่นอน ซึ่ง กฟผ.ทำตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่มั่นใจว่าโครงการขยายโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินที่จะมีการนำเข้าจากต่างประเทศจะสามารถเดินหน้าได้ และน่าจะอนุมัติโครงการได้ภายในปี 2559 หลังจากนั้นจะใช้เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้า 44 เดือน และสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ราวปลายปี 2562" อนุชาต กล่าว
ข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างขัดแย้งกับข้อมูลในฝั่งของ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่ระบุว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้น้อยลง ขณะที่กระบวนการผลิตไฟฟ้าเดิมทำให้มีปริมาณไฟฟ้าสำรองมากถึงร้อยละ 30 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ซึ่งสภาวการณ์เช่นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างหรือขยายโรงไฟฟ้าเพิ่มไปจนถึงปี 2568
โครงการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหินและการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ หรือ คชก. ก่อนจะส่งผลพิจารณาให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาก่อนเสนอต่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของประชาชนในพื้นที่ เพราะเกรงเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้งชายฝั่งทะเลกระบี่มีความหลากหลายของระบบนิเวศและชนิดพันธุ์สัตว์ทะเล ซึ่งเป็นสัตว์หายาก เช่น พะยูน โลมา และวาฬ หากโครงการนี้เริ่มขึ้นประชาชนเกรงจะเกิดผลกระทบเช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง
ประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยรวมถึงภาคส่วนต่างๆใน จ.กระบี่ อยู่ระหว่างหารือกันเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวคัดค้านครั้งใหญ่ต่อไปในเร็วๆ นี้



