
องค์กรซ่อนเงื่อน
องค์กรซ่อนเงื่อน : 'จอกอ'จักรกฤษ เพิ่มพูล
เรื่องของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป อันประกอบด้วย 4 องค์กรสื่อหลัก เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และต้องสรุปแนวทางการมีอยู่ของ กสทช.ให้ได้ ก่อนที่กฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัล จะลากดึงกฎหมายอันเป็นต้นกระแสธารของการปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ให้เข้ารกเข้าพงไปมากกว่านี้
ก่อนหน้านี้มีการจัดเวทีเพื่อถกแถลงหาทางออกให้แก่ กสทช.จำนวนไม่น้อย รวมทั้งคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ที่จัดเวทีเป็นทางการ 1 ครั้ง ที่ไทยพีบีเอส ภาพใหญ่ที่เห็นตรงกันในเกือบทุกเวที คือ การยืนยันความเป็นอิสระขององค์กรนี้ แต่จะเป็นอิสระอย่างไร หรือจะตอบคำถามสังคม ในปัญหาธรรมาภิบาลขององค์กร ซึ่งเกิดจากคนที่ “ไม่รู้เรื่อง” งานที่ตัวเองรับผิดชอบ และไม่เคยเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์การได้มาซึ่ง กสทช. นอกจากถูกจับยัดมาในนามของกระบวนการสรรหา
ผมคิดว่า กระบวนการสรรหาจากบุคคลหลายฝ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งคนที่ดีที่สุด โดยอาจมีการแสดงวิสัยทัศน์ เป็นจุดชี้ขาดชัยชนะนั้น อาจไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการเป็นกรรมการสรรหา ในบางองค์กร บอกผมว่า การสรรหาไม่อาจสกัดความเลวร้ายของระบบอุปถัมภ์ได้ ความจริงข้อนี้ยืนยันจากคำตอบของผู้เสนอตัวเข้ารับการสรรหาบางคน โดยเขาสามารถบอกได้ว่า มีเสียงสนับสนุนกี่เสียง มีกี่เสียงที่หายไป นั่นแปลว่า เสียงสนับสนุนคือเสียงที่เขามั่นใจว่าจะได้รับไว้แล้วล่วงหน้า ไม่ว่าจะมาโดยวิธีล็อบบี้หรือวิธีอื่นใดก็ตาม
แน่นอนว่า ยังมีขั้นตอนการรับรองของวุฒิสภา หรือสภานิติบัญญัติฯ อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นระบบถ่วงดุลอำนาจ แต่สภากลั่นกรองก็มีโอกาสถูกแทรกแซงได้เช่นกัน เช่น ในกรณีวุฒิสภาให้การรับรองการสรรหา กสทช.ชุดแรก ไล่ดูกรรมการทั้ง 11 คน มีหลายคนที่ไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะ และพูดถึงงานในหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองเลย
แต่ในบางกรณี สภาก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม เช่น กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้การรับรองรายชื่อผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้รับสรรหามาแล้ว
เรื่องที่จะพูดโดยเฉพาะเจาะจงวันนี้ คือ กระบวนการสรรหา กสทช.
มาตรา 6 พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 จำแนกประเภทการได้มาซึ่งกรรมการ กสทช. ดังนี้
(1) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวนหนึ่งคน และกิจการโทรทัศน์ จำนวนหนึ่งคน
(2) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการโทรคมนาคม จำนวนสองคน
(3) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ อันเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ด้านละสองคน
(4) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ จำนวนหนึ่งคน และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมจำนวนหนึ่งคน
(5) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านการศึกษา วัฒนธรรมหรือการพัฒนาสังคม อันเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จำนวนหนึ่งคน
ปัจจุบัน กสทช.มี 10 คน เนื่องจาก นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช.ด้านกฎหมาย ลาออกไปเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และรายชื่อผู้ที่ผ่านการสรรหา สนช.ยังไม่รับรอง
ความจำเป็นที่ต้องสร้างกระบวนการสรรหา เพื่อให้ได้ “ผู้มีผลงาน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านต่างๆ” อย่างแท้จริง เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีบทเรียน จาก กสทช.ชุดแรกหลายคน และนั่นก็เป็นข้อเสนอหนึ่งที่จะให้กรรมการสรรหาทั้งสองชุดมีมาตรฐานเดียวกัน คือ มาตรฐานของความเป็นธรรมและไม่เล่นพวก
การเสนอแนวทางในการสลายองค์กรซ่อนเงื่อนขณะนี้ เรียกได้ว่า ต้องแข่งกับความพยายามของรัฐที่จะใช้กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ดึงผลประโยชน์ในการจัดสรรคลื่นความถี่กลับไปยังผู้ครอบครองเดิม
ดูความสำเร็จแล้ว คงยากเย็น แต่ถ้าปล่อยให้ล้มกระดาน กสทช.ได้ กระบวนการปฏิรูปสื่อก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่



