ข่าว

‘อภัยโทษ’บางคนให้ข้อเท็จจริงก.ก.ปรองดอง

‘อภัยโทษ’บางคนให้ข้อเท็จจริงก.ก.ปรองดอง

25 มี.ค. 2558

‘อภัยโทษ’บางคนให้ข้อเท็จจริงก.ก.ปรองดอง

              25มี.ค.2558  ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ ในหมวดของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม มีประเด็นพิจารณาสำคัญ คือ การทบทวนการเขียนเจตนารมณ์ของส่วนที่ 2 เรื่องการปฏิรูปด้านต่างๆ หลังจากที่มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าการเขียนเจตนารมณ์ในส่วนปฏิรูปทำให้เกิดข้อจำกัดของการปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูป เนื่องจากในอนาคตไม่สามารถรู้ว่าจะมีอุปสรรค หรือปัญหาการดำเนินการใดๆ บ้าง ดังนั้นการเขียนเจตนารมณ์เพื่อเป็นกติกาปฏิบัติอาจทำให้เกิดข้อจำกัด และเป็นผลเสีย ดังนั้นที่ประชุมจึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกลับไปพิจารณาและปรับให้เป็นบันทึกเจตนารมณ์รวมมากกว่าแยกเขียนทีละมาตราเฉพาะส่วนของการปฏิรูปด้านต่างๆ 

              ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาในหมวดการสร้างความปรองดอง ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการบันทึกเจตนารมณ์ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ ใน มาตรา 298 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดอง ใน (6) ว่าด้วยการอภัยโทษแก่บุคคลที่ให้ความจริงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของกรรมการฯ โดยในเจตนารมณ์ได้กำหนดให้การอภัยโทษกับบุคคลนั้น ต้องเป็นเพียงบางบุคคลเท่านั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่ก่อให้เกิดการเหมารวมว่าบุคคลที่มาให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการอิสระฯ ทุกคนต้องได้รับการอภัยโทษ นอกจากนั้นหลักการสำคัญไม่ใช่เป็นการให้นิรโทษกรรมที่หมายถึงล้างกระทำผิดที่ผ่านมาทั้งหมด แต่เป็นเพียงระดับอภัยโทษ

              ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับมาตรา 298 นั้นยังได้เขียนเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ของกรรมการอิสระฯ เพื่อสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านและหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่ต้องดำเนินการสร้างความปรองดอง โดย 1.ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรง 2.หาข้อเท็จจริงอันก่อให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งสอบสวนการกระทำผิดและละเมิดสิทธิมนุษยชนและดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบ 3.อาจให้มีการอภัยโทษในกรณีที่ได้ข้อเท็จจริงและความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในความรุนแรงซึ่งสำนึกผิด 4.เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายอย่างเป็นธรรม 5.บันทึกทรงจำเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงนั้น เพื่อไม่ให้สังคมหวนกลับไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีก 6.ปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเป็นธรรมในสังคม 7.ส่งเริมสันติวิธี ในการอยู่ร่วมกันของสังคม และ 8.ประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มบุคคลที่ขัดแย้งเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในชาติ

              ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับการพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงบ่ายได้เข้าสู่บทสุดท้ายการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล แล้ว แต่มีหลายประเด็นที่มีผู้ท้วงติงเกี่ยวกับการเขียนบทบัญญัติที่ยังขาดความชัดเจน เช่น การส่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในบทว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อนที่จะทูลเกล้าฯ, หลักเกณฑ์ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่แบ่งระดับความยากของการแก้ไข รวมถึงการกำหนดให้สมาคมที่จัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จดแจ้งเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามกลุ่มการเมือง ทำให้ต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เมื่อที่ประชุมมีความพร้อมและได้ปิดประชุมไปเมื่อเวลา 16.30 น. และเหลือมาตราที่ต้องทบทวนและพิจารณาเจตนารมณ์อีก 5 มาตรา รวมถึงมาตรา 315 ว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้บทบัญญัติที่ว่า “บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รํฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”