
ปมร้อนมติกสท.นักกฎหมายชูเนชั่นฟ้องศาล
ปมร้อนมติกสท.นักกฎหมายชูเนชั่นฟ้องศาล ชี้ขาดเอสแอลซีซื้อหุ้นเกิน10%
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที หลังจากบอร์ด กสท.มีมติ 3 ต่อ 2 โดยระบุว่า การซื้อหุ้นของบริษัทโซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือเอสแอลซี ผู้ถือหุ้นใหญ่สถานีโทรทัศน์ช่องสปริงนิวส์ ที่เข้ามาซื้อหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นเอ็มจี จำนวน 12.27% ไม่เป็นการผิดประกาศตามประกาศข้อห้ามของ กสทช.ก่อนการประมูลว่า ห้ามไม่ให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่า 10% ถือครองใบอนุญาตกิจการทีวีดิจิทัลในประเภทเดียวกัน โดยหลังจากมติดังกล่าวออกมาทางบริษัทเนชั่นฯ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน พร้อมนำเรื่องยื่นฟ้อง 3 กรรมการ กสท.เสียงข้างมาในข้อหาไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลต่อศาลปกครอง โดยเห็นว่า มติดังกล่าวจะส่งผลให้อุตสาหกรรมสื่อทีวีกลับไปสู่การครอบงำกิจการ และผูกขาดเช่นเดิม
ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองเรื่องนี้ในรายการชั่วโมงทำกิน ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสดังนี้
-มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไรเกี่ยวกับมติของ กสท.
เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่มีมติออกมาแบบนี้ ซึ่งคงต้องไปสู้กันในชั้นศาล แต่การฟ้องศาลจะเป็นแง่ดีในประเด็นที่ว่า ผลที่ออกมาต้องชี้ให้ชัดๆ ว่า ผลทางกฎหมายว่าต้องเป็นอย่างไร
-แสดงว่าโดยส่วนตัวมีความเห็นไม่ตรงกับมติที่ออกมาใช่หรือไม่
จริงๆ ต้องอธิบายว่า หลักการเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของอำนาจควบคุมคือ ตอนนี้คือฝ่ายที่เห็นว่าทำไม่ได้ เหตุผลสำคัญคือ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทางอ้อม โดยทางอ้อมคือไม่ได้ถือตรงๆ ซึ่งในกฎระเบียบมันจะเขียนชัดว่า ให้ถือทางอ้อมด้วย แต่ถ้าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย คือฝ่ายที่บอกว่า ทำได้ จะบอกว่า มันไม่ได้เป็นการถือทางตรง เพราะว่าไม่ได้ไปถือในนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งถ้าแปลก็คือว่า ต้องเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทางตรงเท่านั้นถึงจะขัด อันนี้ยังไม่นับถึงความเห็นก่อนหน้านั้น ที่บอกว่า ประกาศนี้ใช้ไม่ได้เป็นคนละเรื่องกัน เอาเฉพาะสองกรณีนี้ แต่มันก็จะติดอยู่ตรงที่ว่า ความคิดเก่าความคิดใหม่ คือความคิดเก่าแบบกฎหมายไทยดั้งเดิมที่เราจะชอบดูเรื่องการถือหุ้นเป็นหลัก เรามักจะจำกัดว่า ถือแค่โดยตรงข้างเดียว แต่กฎการประมูลถือว่าเป็นกฎหมายใหม่ที่เอาความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจการควบคุมที่ถือตามความจริงสืบทอดตลอดสายเข้ามา จึงทำให้คนที่ไม่เข้าใจข้อกำหนดใหม่อาจจะรับไม่ได้กับวิธีการที่จะอธิบายว่า ให้ถือหุ้นทอดตลอดสาย แต่คอนเซ็ปต์ตามกฎเกณฑ์ใหม่มันเป็นอย่างนั้น
-กรณีที่เนชั่นบอกว่าจะฟ้อง กสท. สามารถที่จะฟ้องได้หรือไม่
ความจริงเนชั่นมีสิทธิที่จะฟ้องได้อยู่แล้ว เพราะว่าป็นผู้เสียหายในกรณี้ และก็เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตด้วย
-มองว่ากรณีที่ กสทช.กำหนดให้ผู้ที่มาประมูลต้องห้ามถือหุ้นเกิน 10% ใช้ก่อนการประมูลทีวีดิจิทัล แต่ว่าหลังใช้ไม่ใช้เงื่อนไขนี้ กสทช.ควรมีหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจนก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้หรือไม่
เกณฑ์อันนี้ต้องเป็นเกณฑ์ที่ว่า ประกาศนี้ยังมีผลบังคับใช้หรือไม่ ซึ่งอนุกรรมการที่ปรึกษาที่มีอาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธานก็ชี้มาแล้วว่า มันยังมีผลบังคับใช้ได้ อันนี้คือข้อแรก ข้อต่อมาก็คือ ประกาศนั้นก็เขียนอยู่ว่าผู้ขอต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์นี้ และผู้รับต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั้งหลายที่ กสทช.กำหนด ซึ่งหมายความว่า ประกาศตัวนี้มันบังคับใช้ทั้งผู้ขอและผู้รับ ทีนี้ถ้าประมูลเสร็จแล้วจากผู้ขอเป็นผู้รับใบอนุญาตมันก็จะอ้างไม่ได้ว่า ตนเองไม่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อะไร แต่ชวนให้คิดอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องนี้คนที่บอกว่าจะไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เขาจะอ้างว่า เขามีสิทธิเสรีภาพ อย่างเอกชนทั่วไปที่จะซื้อหุ้นไปทำอะไรก็ได้ แต่กรณี้ไม่จะไม่เหมือนอย่างที่อ้าง เพราะว่าเขาเป็นคนที่ได้รับคลื่นความถี่ของรัฐที่เป็นทรัพยากรของชาติไปแล้ว คือเขาถือความถี่ของชาติอยู่ แต่เอกชนคนอื่นไม่ได้ถือความถี่ของชาติ ดังนั้นเขาจะมาอ้างสิทธิว่า มีเสรีภาพเหมือนคนอื่น ตรงนี้ไม่สามารถอ้างได้ เพราะว่าต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายเขียนชัดแล้วว่าต้องปฏิบัติ
"ตอนนี้ข้ออ้างข้อเดียวที่เขาจะสู้คือ ประกาศนี้ไม่มีผลบังคับใช้ จะมาบังคับใช้กับเขาไม่ได้ แต่ประเด็นทั้งหมดคือเขาเป็นคนถือคลื่นความถี่ของชาติ ไม่ใช่เอกชนธรรมดา เพราะรับทรัพยากรของรัฐ รับสิทธิ อำนาจตามหน้าที่ของรัฐไปแล้ว ฉะนั้นเขาไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาที่จะมาอ้างสิทธิว่า สามารถทำอะไรก็ได้ จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์"
-เมื่อ กสท.มีมติออกมาแบบนี้แล้ว ตอนนี้ต้องรอคำสั่งทางปกครองอย่างเดียวหรือไม่ ที่จะมีผลทำให้เอสแอลซีไม่สามารถซื้อหุ้นเพิ่ม หรือต้องปรับลดหุ้นลงไปไม่เกิน 10%
ใช่ เพราะเมื่อ กสท.ออกมติมาแบบนี้ก็กลายเป็นว่า จะไม่สามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ออกมาได้ และจะทำให้เขานำไปเป็นข้ออ้างมติอันนี้ไปดำเนินการต่อ เช่น ซื้อหุ้นเพิ่ม หรือทำอะไรก็ได้ จึงเป็นช่วงที่สำคัญมาก โดยในส่วนของเนชั่นอาจจะต้องให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อไม่ให้มีการซื้อหุ้นเพิ่ม หากคิดจะสู้คดีนี้อยู่ เพราะมิฉะนั้นแล้วเขาก็จะสามารถทำอะไรก็ได้ ซื้อหุ้นได้ ไม่ใช่เฉพาะเอสแอลซีอย่างเดียว คนอื่นก็อาจจะสนใจว่า ในเมื่อกิจการนี้สามารถถือหุ้นข้ามกันไปได้ ไม่ต้องมาห่วงเรื่องกฎเกณฑ์การประมูล ตอนนี้ก็ควรจะทำได้เหมือนกัน พูดง่ายๆ คือเหมือนกับการเปิดช่อง ตอนนี้เป็นช่วงนาทีทอง
-กสทช.ควรจะวางกฎเกณฑ์ไว้สำหรับอนาคตหรือไม่ เพราะว่าอาจจะมองหรือว่าประเมินกันไว้ได้ว่า อนาคตทีวีดิจิทัลอาจมีบางช่องไปรอด บางช่องไปไม่รอด และมีความจำเป็นที่จะต้องมีบางรายเข้ามาถือหุ้น
กสทช.มีความพยายามที่จะออกกฎเกณฑ์อย่างนั้นอยู่แล้ว และเชื่อว่า จะออกมาในระยะเวลาอีกไม่นาน แต่ว่าในระหว่างนี้คือ มันเป็นช่วงหลังจาก 1 ปีก่อนการประมูล คือช่วงเวลานี้มันไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเรื่องจำนวน หรือสัดส่วนการถือหุ้นอะไรที่ผ่านการประมูล เพราะว่ามันเป็นช่วงเริ่มต้น และกสทช.ก็คิดว่า ในเมื่อตอนประมูลมันเป็นแบบนี้แล้ว จึงควรอยู่อย่างนี้ไปสักระยะหนึ่ง เพระมิฉะนั้นจะกลายเป็นเรื่องตลกมากเมื่อประมูลเสร็จ ต่อมาหลักเกณฑ์ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนไปได้หลังจากนั้น ส่วนตัวมองว่า กฎเกณฑ์ต่างๆ มันจะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่ต้องรออีกสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ทุกอย่างมันมองเห็นภาพว่า อุตสาหกรรมนี้จะไปในทิศทางไหน จากนั้นค่อยมาปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์กัน แต่ไม่ใช่ว่า ทันทีที่มีการประมูลกัน คุณต้องมีกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อให้เขาซื้อหุ้นได้ มันกลายเป็นเราเล่นเกมกันเฉยๆ ในเรื่องประมูลเท่านั้น
แถลงการณ์เครือเนชั่น
ด้วยการลงมติให้ บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ 1998 จำกัด (มหาชน) หรือ เอสแอลซี สามารถซื้อหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นเอ็มจี ได้มากกว่า 10% และไม่ต้องยึดหลักเกณฑ์ประมูลใช้ต่อเนื่อง ส่งผลทำให้บริษัทจะมีความเสี่ยงสูงสุดทางธุรกิจจะถูกครอบครองกิจการและจะทำให้เกิดการครอบงำกิจการสื่อทีวีดิจิทัลทั้งระบบได้
สืบเนื่องจากมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2558 พิจารณากรณีบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ 1998 จำกัด (มหาชน) หรือ เอสแอลซี ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นเอ็มจี จำนวน 12.27% และยังมีผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับเอสแอลซี เข้าถือหุ้นในเอ็นเอ็มจี รวมกันอีกประมาณ 25% โดยกรรมการแต่ละท่านมีความเห็นดังนี้
1.พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า มีความเห็นว่า ไม่ต้องบังคับใช้ประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลต่อเนื่องภายหลังการประมูล
2.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ มีความเห็นว่า จำเป็นต้องบังคับใช้ประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลต่อเนื่องภายหลังการประมูลและมีความเห็นว่า เอสแอลซีถือหุ้นเกินกว่า 10% ในเอ็นเอ็มจี เป็นการขัดต่อประกาศหลักเกณฑ์ที่ห้ามไม่ให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่า 10% ถือครองใบอนุญาตกิจการทีวีดิจิทัลในประเภทเดียวกัน เพราะเอ็นเอ็มจี ถือหุ้นมากกว่า 70% ในบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ถือหุ้น 100% ในบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น จำกัด (เอ็นเอ็นวี) ที่ถือใบอนุญาตช่องข่าวทีวีดิจิทัล เนชั่นทีวี เพราะเอสแอลซีถือหุ้น 100% ในบริษัท สปริงนิวส์ จำกัด (มหาชน) ที่ถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลช่องข่าวสปริงนิวส์ โดยให้ออกคำสั่งทางปกครองให้ เอสแอลซี ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ภายใน 90 วัน
3.พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ มีความเห็นว่า เอสแอลซีสามารถถือหุ้นเกินกว่า 10% ในเอ็นเอ็มจีได้ เพราะเอ็นเอ็มจีที่ถือหุ้น 70% ในบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ถือหุ้น 100% ในบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น จำกัด ที่ถือใบอนุญาตช่องข่าวทีวีดิจิทัล เนชั่นทีวี และเอสแอลซี ไม่ได้ถือหุ้นโดยตรงในบริษัทเอ็นเอ็นวี ที่เป็นผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล
บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จึงตัดสินใจจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในเร็วๆ นี้ เฉพาะกรรมการ กสท. 3 คน คือ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ในฐานะประธาน กสท., พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า และ พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ ที่มีความเห็นดังกล่าวในการประชุม กสท.เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ในมาตรา 31 และมาตรา 32 และหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือกการใช้คลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัลในส่วนของคุณสมบัติ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" และ "ผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน" ของผู้เข้าประมูลและภายหลังการประมูล ทั้งทางตรงและทางอ้อม
บริษัทได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะทำงานของ กสท.เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 อย่างละเอียดถึงการเข้ามาถือหุ้นของเอสแอลซี และพวกหรือเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในเอ็นเอ็มจี ที่มีสัดส่วนหุ้นรวมกันมากกว่า 35% อันประกอบด้วย เอสแอลซี 12.27%, บริษัท วธน แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ ดับเบิลยูเอที ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) 7.54% และผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นรายบุคคลอีกหลายคนรวมกัน 16.31% รวมกันทั้งสิ้นอย่างน้อย 36%ในเอ็นเอ็มจี ที่ถือได้ว่าเป็น "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน" ที่ถือได้ว่าจะมีอำนาจควบคุมกิจการของ เอ็นเอ็มจี ในอนาคตได้
อันจะส่งผลเสียหายทางธุรกิจอย่างร้ายแรงต่อเครือเนชั่นที่มีบริษัทลูกคือ เอ็นบีซี และบริษัทหลานคือ เอ็นเอ็นวี ที่ถือใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัล เนชั่นทีวี เมื่อกลุ่ม เอสแอลซี และพวกได้มีอำนาจควบคุมกิจการหรือใช้สิทธิ์เข้ามาเป็น "กรรมการ" ในบริษัท เอ็นเอ็มจี จะถือเป็นการสูญเสียความลับทางธุรกิจในกิจการช่องข่าวทีวีดิจิทัลให้แก่คู่แข่งขันโดยตรงคือช่องข่าว สปริงนิวส์ ที่กลุ่มเอสแอลซี และพวกมีอำนาจควบคุม 100% ในขณะที่ เอ็นเอ็มจี ไม่ได้ถือหุ้นในเอสแอลซี แต่อย่างใด
บริษัทมีความเห็นว่าเมื่อกรรมการ กสท.3 คนดังกล่าวไม่ได้ยึดมั่นในการใช้ความรู้ความสามารถในการกำกับและดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลตามกฎหมายอย่างเที่ยงธรรม ตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ในส่วนที่ 4 การป้องกันการผูกขาด มาตรา 31 และมาตรา 32
มาตรา 31 เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบงำกิจการในลักษณะที่เป็นการจำกัดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายหรือกระทำการอันเป็นการผูกขาดการประกอบกิจการสื่อมวลชนหลายประเภทในเวลาเดียวกัน ห้ามผู้รับใบอนุญาตถือครองธุรกิจในกิจการประเภทเดียวกัน หรือครองสิทธิข้ามสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่เกินสัดส่วนที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา 32 เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ให้การประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาตอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าหรือมาตรการเฉพาะที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามลักษณะการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์
การกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ให้หมายความรวมถึงการถือครองธุรกิจในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกันหรือการใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นพิเศษเพื่อรับสัญญาณเสียงหรือภาพในลักษณะที่กีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้หลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือกการใช้คลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัลปี 2556 ได้ให้นิยาม "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ที่เกินกว่า 10% และ "การเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน" ของผู้เข้าประมูลทีวีดิจิทัลในช่วงปี 2556 ที่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปเจตนารมณ์การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมที่ได้มีการบัญญัติในกฎหมาย 2 ฉบับคือพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2553
รวมทั้งมติของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย กสทช.ได้ให้ความเห็นเสียงข้างมากว่า หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกด้วยการประมูลคลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัล 24 ช่องให้บังคับใช้ต่อเนื่อง ภายหลังการประมูลสิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2556 เพื่อให้สภาพการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมของช่องทีวีดิจิทัล 24 ช่องยังดำรงอยู่ตลอดอายุใบอนุญาตที่มีอายุ 15 ปี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมีช่องทางหลากหลายในการเลือกรับชมช่องทีวีดิจิทัล 24 ช่องเช่นเดิม



