
อัตลักษณ์การเมืองไทย
อัตลักษณ์การเมืองไทย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
หากจะหาคำจำกัดความให้แก่อัตลักษณ์การเมืองของไทยแล้ว ที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็น “ผลประโยชน์-การแก้แค้น และการตอบแทนบุญคุณ” คงไม่ใช่เรื่องของอุดมคติ หรือเสียสละเพื่อชาติอย่างที่พูดกันจนติดปากหรอกครับ
การเมืองนั้นเป็นเรื่องผลประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคล ผลประโยชน์ขององค์กร ผลประโยชน์ทางการค้า การประกอบอาชีพ หรืออื่นๆ ตราบใดที่ผลประโยชน์สอดคล้องกันหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน ก็ไม่มีปัญหาอันใด แต่เมื่อใดที่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกัน หรือแย่งชิงผลประโยชน์กัน เมื่อนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือความขัดแย้ง จนต้องหาทางกำจัดหรือโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่งลงให้ได้ ดังที่มีคำกล่าวว่า “ผลประโยชน์ขัดกันจึงบรรลัย ต้องวางวายไปข้างหนึ่งจึงจะดี” ถ้าย้อนไปมองดูการเมืองเมืองไทยก็จะเห็นอัตลักษณ์ข้อนี้ หลายครั้งหลายครา ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดการถอดถอนกันกลางอากาศ หรือรวมหัวกันล้มล้างรัฐบาล
คนไทยส่วนใหญ่มักจะถูกสอนให้ให้อภัยหรืออโหสิต่อผู้ที่ทำผิดคิดร้ายต่อตน แต่ส่วนใหญ่อีกเหมือนกันที่ทำได้แค่ปาก แต่ใจไม่ได้ให้อภัยหรืออโหสิกรรมจริงๆ ในทางการเมืองนั้น ความแค้นระหว่างหลวงพิบูลสงคราม กับพระยาทรงสุรเดช มีมาตั้งแต่การวางแผนใช้กำลังยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ.2475 เมื่อหลวงพิบูลฯ ซักถามว่า หากแผนการนี้ผิดพลาดมีแผนอื่นสำรองไว้หรือไม่ พระยาทรงฯ ซึ่งเป็นเสนาธิการ และหนึ่งในสามทหารเสือของกองทัพไทยในเวลานั้น ก็ไม่พอใจถึงกับโต้เถียงกัน จนหลวงพิบูลฯ ปรารภกับเพื่อนสนิทว่า เห็นจะอยู่ร่วมแผ่นดินกับเจ้าคุณทรงฯ ไม่ได้ ในเวลาต่อมาเมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรก โดยมีพระยาทรงฯ ให้ความสนับสนุน และจะย้ายหลวงพิบูลฯ จากหน่วยรบไปอยู่หน่วยช่วยรบ หลวงพิบูลฯ กับพวกจึงโค่นล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ และผลักดันให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พระยาทรงฯ ต้องหนีไปหลบภัยที่ไซ่ง่อน และปิดฉากบทบาททางการเมืองลง อย่างไรก็ตามความแค้นและการแก้แค้นในทางการเมืองของไทยนั้น ยังคงดำเนินต่อมาอีกหลายคู่และหลายครั้ง สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
มีผู้กล่าวว่า ในเมืองไทยนั้น ระบบอุปถัมภ์ยังเป็นระบบที่มีความสำคัญเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อตามปกติ การติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ การค้า การทำธุรกิจ รวมทั้งการเมือง หากสาวดูจะเห็นเครือข่ายโยงใยกันกว้างขวางและลึกซึ้ง ระบบอุปถัมภ์นำไปสู่การผูกขาด การรวบอำนาจ การรวมศูนย์ และที่สำคัญคือ การตอบแทนบุญคุณ โดยคำนึงถึงบุญคุณหรือผลประโยชน์ที่ตนได้รับมากกว่าจะคิดถึงความถูกต้อง หรือผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย และระบบธรรมาภิบาล
ถ้าแปลกใจว่า เหตุใดการเมืองไทยจึงไม่ไปไหนไกล ก็ขอให้ดูจากอัตลักษณ์ข้างต้น และถ้าอยากเห็นการเมืองไทยก้าวไปข้างหน้า ก็ต้องหาทางแก้ไขหรือปรับอัตลักษณ์ของตัวเองเสียใหม่ครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำนวนิยายเรื่อง “ยาย” ของ ขจรฤทธิ์ รักษา นักเขียนรางวัลศิลปาธร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (สนพ.บ้านหนังสือ/180 บาท)



