ข่าว

คุก17ปี'กำนันเซี้ยะ-เมีย'รุกที่

คุก17ปี'กำนันเซี้ยะ-เมีย'รุกที่

24 มี.ค. 2558

คุก 17 ปี 'กำนันเซี้ยะ-เมีย' บุกรุกที่ธนารักษ์ ศาลลดโทษให้คงจำคุกคนละ 11 ปี 4 เดือน อนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกันคนละ 1.1 ล้าน

 
                        24 มี.ค. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.4849/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซี้ยะ อายุ 72 ปี และนางเขมพร ต่างใจเย็น อายุ 49 ปี ภรรยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐในความครอบครองดูแลของรัฐ
 
                        ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 54 บรรยายพฤติการณ์ความผิด สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. 44 - 8 ก.พ. 45 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสอง ร่วมกันบุกรุกและยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐ มากกว่า 50 ไร่ ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานธนารักษ์ พื้นที่ จ.กาญจนบุรี กรมธนารักษ์ โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และกองทัพบกมีหน้าที่ดูแลรักษาเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหารโดยเฉพาะ แผ้วถางป่าและไถปรับพื้นที่ทำถนน สร้างบ้านพักอาศัย บ้านพักคนงาน และคอกปศุสัตว์ ในที่ดินเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ โดยไม่มีสิทธิ์ และไม่ได้รับอนุญาต ที่หมู่ 2 ต.ช่องด่าน และหมู่ที่ 2 ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เหตุเกิดที่หมู่ที่ 2 ต.ช่องด่าน - ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และที่อื่นเกี่ยวพันกัน จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 , 108 ทวิ และให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกจากที่ดินพิพาทด้วย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอด ไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทดังกล่าว
 
                        ขณะที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ เข้ายึด ถือครองที่ดินสาธารณะประโยชน์ โดยใช้ชื่อ "เขมประชา ฟาร์ม" ซึ่งเป็นชื่อนำของจำเลยทั้งสอง เพื่อแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่า จำเลยเป็นเจ้าของ และได้เข้าครอบครองในที่ดินพิพาท
 
                        นอกจากนี้ฝ่ายโจทก์ ยังเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการถ่ายภาพทางอากาศ เป็นพยานเบิกความ ยืนยันว่า มีการเข้ายึดครองที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามจริง ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องจริง
 
                        พิพากษาว่า จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 (1) และ ม.108 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.91
 
                        ให้จำคุกจำเลยที่ 1 - 2 คนละ 6 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 12 ปี ฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะเป็นเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ , ฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะให้จำคุกคนละ 3 กระทงๆ ละ 1 ปี รวมเป็น 3 ปี และฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุกอีกคนละ 2 กระทงๆ ละ 1 ปี รวม 2 ปี โดยรวมโทษแล้วจำคุกจำเลยที่ 1 - 2 คนละ 17 ปี
 
                        แต่ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 - 2 คนละ 11 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสอง รวมทั้งบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ให้นับโทษนายประชา จำเลยที่ 1 รวมกับคดีหมายแดงที่ อ.2830/2557 กรณีบุกรุกที่ดิน อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ด้วย ซึ่งศาลอาญาให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา
 
                        ภายหลังนายประชา และนางเขมพร จำเลยที่ 1 - 2 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดและบัญชีเงินฝากคนละ 1.1 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ต่อสู้คดี โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสองได้