
บิ๊กป้อมปัดล๊อกสเปกรธน.
24 มี.ค. 2558
พล.อ.ประวิตร ปัดล๊อกสเปกรธน. ชี้คณะกมธ. 30 คน มีอิสระทางความคิด ทำเพื่อประเทศ-ปชช. โต้ข่าวขัดแย้งในรัฐบาล ลั่นเดินหน้าทำงานเพื่อชาติ
24 มี.ค.58 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมสภากลาโหม ถึงกรณีที่มีคนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ขณะนี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อยากให้กลับไปดูสำรวจโพลล์จากสำหนักต่างๆว่ามีคนเชื่อมั่นเท่าไหร่ ตนอยากรู้ว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จะมีนัยยะอะไร ไม่มีอยู่แล้ว คน 30 กว่าคน เขาต้องการทำให้ประเทศเดินได้ ประชาชนมีความทัดเทียมกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต ป้องกันไม่ให้ประชาชนออกมาตีกันอีก เขายึดหลักตรงนี้ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ตนเห็นด้วย ทั้งนี้หากต่อไปหากมีความจำเป็นต้องทำประชามติก็ต้องทำ จะทำอย่างไรก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตามเรื่องการทำประชามติไม่ได้เขียนระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ถือเป็นหน้าที่ของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องว่ากันไป ส่วนคนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ทาง กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็เปิดให้คนไปดูตลอดจนถึงสื่อมวลชน เพื่อให้เสนอความคิด ไม่มีใครห้าม
“ยืนยัน รธน.ฉบับนี้ไม่มีการล๊อกสเปกจาก คสช. คนตั้ง 30 กว่าคนจะไปล๊อกได้ไง เขามีความคิด เป็นด๊อกเตอร์ นักกฎหมาย ที่เข้ามาหลากหลาย ไปบังคับได้หรือ เขามีอิสระในความคิดว่าทำอย่างไรให้ประเทศชาติสงบ ส่วนจะเกิดความเกรงใจนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้แต่งตั้ง คณะกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมานั้น ความคิดไม่มีการเกรงใจ ความเกรงใจเป็นเรื่องตัวบุคคล เขาไม่ได้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ทำให้ประเทศชาติและประชาชน 70 ล้านคน” พล.อ.ประวิตร กล่าว
‘พล.อ.ประวิตร’ ปัดข่าวขัดแย้งในรัฐบาล ชี้แค่ข่าวลือ
เมื่อเวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมสภากลาโหม ถึงการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ไปพูดคุยเรื่องการบริหารราชการบริหารราชแผ่นดิน ซึ่งที่ผ่านมาตนทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชนเพื่อดูแลความสงบให้กับประชาชน ไม่จำเป็นที่นายกรัฐมนตรีจะต้องฝากหรือเน้นย้ำอะไร เพราะเป็นหน้าที่ตนอยู่แล้ว ที่ต้องดูแลงานด้านความมั่นคง แม้บางครั้งต้องเกี่ยวข้องกับงานด้านเศรษฐกิจ ก็ต้องเกี่ยวหากเป็นเรื่องความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ตนก็ต้องเข้าไปดู อย่ามาหาว่าตนเข้าไปทำเรื่องเศรษฐกิจ ต้องเรียนว่าอะไรที่มันทำให้เกิดความไม่มั่นคงและเกิดความเสียหาย ก็ต้องไปช่วยกัน เพื่อให้ประชาชนอยู่สุขสบาย อะไรที่เดือดร้อนก็ต้องช่วยกัน เพราะเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะมีหน้าที่ดูแลงานด้านความมั่นคงอยู่แล้ว ก็ต้องดูแลทุกอย่างให้ประเทศมีความมันคง
“มีการส่งข้อมูลทางไลน์เต็มไปหมด เขียนกันเอง นึกกันเองทั้งนั้น บ้างให้ผมกับนายกรัฐมนตรีมีปัญหากัน หรือผมกับ มรว.ปริดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ไม่ถูกกัน ก็ไม่เห็นมีอะไร เราคุยกันทุกวัน ทำงานให้กับประเทศชาติ รัฐบาลนี้ไม่มีแตกแยก เราคุยกัน ถ้าอะไรที่ไปกันไม่ได้ ก็มาดูว่า ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนอยู่ได้ มีความสุข เกิดความสงบ ให้ประเทศชาติ เจริญไปข้างหน้า เราทำทุกอย่างไม่เลือกทำ ยืนยันไม่มีใครขัดแย้งใคร ข่าวก็คือข่าว ไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาผมก็เจอ มรว.ปริดียาธร ไม่มีใครขัดแย้ง นายกรัฐมนตรีก็เจอกัน ไม่มี เราคุยกัน ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้มันดี ไม่มีใครขัดแย้ง ส่วนที่บอกว่าเป้าหมายความขัดแย้งในครั้งนี้คือต้องการให้มีการปรับ ครม. นายกรัฐมนตรีก็พูดตลอดเวลา สื่อปรับไปคนเดียวเถอะ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
‘บิ๊กป้อม’ ลั่นเดินหน้าทำงานเพื่อชาติ ยัวะ! ‘แอมเนสตี้’ เล็งส่งจม.ถึงไทยห่วงซ้อมผู้ต้องหา
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมสภากลาโหม ถึงสำนักงานเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เรียกร้องสมาชิกทั่วโลกส่งจดหมายถึง ผบ.ทบ.และ ผบ.ตร.ของไทย เพื่อแสดงความห่วงใยกรณีผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมาน โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมไปทรมานใคร” ตลอดจนถึงเจ้าหน้าที่ ให้เอาเรื่องจริงมาพูด ข่าวลือก็คือข่าว ก็บอกว่าไม่ได้ทำ เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลงานด้านความมั่นคง ไม่มีหรอก ที่จับมาก็เพราะมีการทำผิดและต้องสอบสวน จะไปทำอะไรได้ จะซ้อมหรือทำอะไร ไม่มีหรอก ทั้งนี้ในกฎอัยการศึก ก็ไม่ได้ให้อำนาจให้เจ้าหน้าที่ซ้อมผู้ต้องหา รับรองเราไม่ได้ทำ
เมื่อถามว่า จะดำเนินการอย่างไรกับคนที่ให้ข้อมูลกล่าวหาทหารโดยปราศจากพยานหลักฐาน จนทำให้เกิดความเสียหาย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อะไรที่ทำให้เกิดความเสียหายกับตัวองค์กรของรัฐ และทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในองค์กร ก็จำเป็น เพราะไปให้ร้ายเขา
เมื่อถามว่า เรื่องกฎอัยการศึก ที่ทำให้ต่างชาติไม่มั่นใจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กำลังดูอยู่ แต่อย่าลืมว่ากฎอัยการศึกที่ คสช.และรัฐบาลใช้อยู่ในขณะนี้ แค่ 2 กรณี เท่านั้น คือการตรวจค้น การออกหมายจับ เพราะหากรอศาลจะไม่ทันเวลา นอกนั้นก็ไม่ได้ใช้เลย แต่ก็เอามาอ้างกันอยู่นั้นแหละ ซึ่งตนปรึกษากับนายกรัฐมนตรีว่าจะทำอย่างไร ดูเพื่อให้ต่างชาติได้สบายใจ
เมื่อถามว่า จะใช้กฎหมายปกติในการควบคุมตัวผู้ต้องหาแทนกฎอัยการศึกหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง จะดูว่าอะไรที่ต้องดูแลประชาชนไม่ให้ออกมาตีกัน ทำให้เสียบรรยากาศจนรัฐบาลบริหารประเทศได้ ก็จะดำเนินการต่อ แต่ถ้าไม่ส่งผลกระทบเราก็จะพิจารณา เมื่อถามถึง การติดตามตัวบุคคลที่ทำผิดและหนีไปต่างประเทศทั้งในมาตรา112 และก่อการร้าย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ากฎหมายบางอย่างของเราไม่มีในประเทศเขา และไม่ได้เซ็นเอ็มโอยูกันไว้ ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือผิดกฎหมายอาญา บางครั้งก็ทำไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าบ้านเขาไม่มีกฎหมายแบบนี้ ส่วนความผิดคดีก่อการร้าย ก็ต้องขอตัวมา เพราะเรามีเอ็มโอยูกับเขา ก็จำเป็นที่เขาต้องส่งตัวให้เรา ส่วนที่อ้างว่าเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องสู้กันว่าไปตามกฎหมาย
พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประชาชน จะเข้ามาอยู่เฉยๆรอเลือกตั้งคงไม่ได้ อะไรที่ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าก็ต้องทำ ต้องเข้าใจว่าการเข้ามาของรัฐบาลและคสช. ก็เพื่อหยุดความขัดแย้ง ไม่ให้ประชาชน 2 ฝ่ายตีกันและใช้อาวุธสงคราม เราเข้ามาบริหารเพื่อหยุดความขัดแย้งเท่านั้น
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวต่างๆที่มีขึ้นเป็นระยะๆจะส่งผลกระทบต่อโรดแม็พ คสช. โดยเฉพาะการเลือกตั้งในกลางปีหน้าต้องคลาดเคลื่อนไปจากเดิมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ยืนยันทุกอย่างเดินตามโรดแม็พที่วางไว้ ตลอดจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2559 สิ่งไหนที่มีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้ ก็จะทำตามนั้น
‘บิ๊กป้อม’ ย้ำ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ ดูแลสถานการณ์ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
24 มี.ค.58 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าว ภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำกับ ผู้บัญชาการเหล่าทัพและหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ให้ดูแลสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย และไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายในขณะนี้ เนื่องจากรัฐบาลและ คสช.กำลังดำเนินงานเข้าสู่โรดแม็พที่2 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ดูแลสถานการณ์ให้มีความสงบ เพื่อผลักดันให้ประเทศเดินไปข้างหน้า โดยปัจจุบันทหารยังคงทำหน้าที่ตามปกติในการดูแลรักษาความเรียบร้อยภายในประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชน ช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ
พ.อ.คงชีพ ยังกล่าวถึง กรณีที่มีองค์กรต่างชาติเข้ามากดดันการทำงานของทหารว่า การเข้ามาเคลื่อนไหวขององค์กรภายนอกประเทศ ต้องดูว่ากระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศหรือไม่ หรือ บางประเด็นเป็นเพียงการลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและคสช. ทั้งนี้เชื่อว่าคนไทยมีความเข้าใจดี เพราะตลอดช่วงเวลาระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เราประสบปัญหาต่างๆมาด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม อยากขอร้องไปยังสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สร้างความเป็นหนึ่งเดียว ลดความขัดแย้ง เพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่การพัฒนาที่ยังยืน
‘ประวิตร’ กำชับ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ เข้มรักษาความปลอดภัยช่วงสงกรานต์
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าว ภายหลังการประชุมสภากกลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำกับ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนถึงหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ในการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ และให้กำลังพลได้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความมั่นคง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการเปิดหน่วยทหารในพื้นที่ต่างๆอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทาง เพื่อสนับสนุนรัฐบาลลดการเกิดอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งให้เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยในที่ตั้งและหน่วยทหารด้วย ตลอดจนการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการป้องกันการก่ออาชญากรรม ด้วยการติดตั้งกล้องซีซีทีวี และไฟส่องสว่างในจุดเสี่ยง จึงอยากให้มีการผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมแจ้งแบะแส การกระทำต่างๆที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทหารประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการกวาดล้างจับกุมอาวุธสงครามทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้นำมาก่อความรุนแรง จนทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับประชาชนเหมือนในช่วงที่ผ่านมา



