
'ส.จ.ป้อม'ผู้หลงกลิ่นสาบแม่ไม้มวยไทย
'ส.จ.ป้อม'วิศิษฐ์ กาญจโนภาศ นักการเมืองผู้หลงกลิ่นสาบแม่ไม้มวยไทย : คมคิด ธุรกิจนิวเจน โดยอภิชาติ ระวีวัฒน์
ทุกวันนี้กีฬา "มวยไทย" กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากความสนใจของคนไทยในชาติ รวมไปถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของโปรโมเตอร์ หรือ คนจัดมวยไทยที่มากขึ้นเป็นทวีคูณ
ไล่ตั้งแต่ประเภท มวยล้มต้มคนดู, มวยเงินล้านเงินแสน ไปจนถึงรายการใหญ่ มวยระดับโลก สร้างรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล
นี่ยังไม่รวมถึงการเปิด ค่ายยิมมวยไทย, อุปกรณ์การแข่งขัน-ฝึกซ้อม ส่งออกไปยังทั่วโลกอีกจำนวนไม่น้อย จนทำให้หลายคนที่อยู่ในวงการนี้เป็นคนระดับ "เศรษฐี" และมีหน้าตาสังคมอยู่ร่ำไป
แต่จะมีใครรู้กันบ้างไหมว่า กว่ากีฬา "มวยไทย" นั่นก็คือ มรดกไทย มรดกโลก ศิลปะประจำชาติจะดำเนินมาถึงทุกวันนี้ได้ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานแค่ไหน หากทุกคนทุกฝ่ายไม่หวงแหน เก็บรักษาเอาไว้ให้ดีๆ เชื่อว่า อนาคตกีฬาชนิดนี้จะถูกคนต่างชาติขโมยไปก็เป็นได้
สุด "ส.จ.ป้อม" วิศิษฐ์ กาญจโนภาศ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดพัทลุง ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง คนที่ 1 ได้เล็งเห็นความสำคัญของกีฬา มวยไทย แม้ว่า ตัวเองจะเป็นนักการเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเองมากนัก เพราะเวลาส่วนใหญ่ต้องคอยดูแลทุกข์สุขของประชาชนในท้องถิ่นก็ตาม
แต่ในเรื่องของกีฬาแล้ว หนุ่มวัย 39 ปี คนนี้ไม่เป็นสองรองใคร เรียกได้ว่า ในสายเลือดมีกีฬาอย่างแท้จริง ยิ่งได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ในระดับปริญญาเอก หรือ "ดอกเตอร์" คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา เอกบริหารจัดการองค์กรกีฬา จากรั้ว ม.เกษตรศาสตร์ หรือ "รั้วนนทรี" ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เจ้าตัวมองเห็นช่องทางเอากีฬา "มวยไทย" มาต่อยอดให้กับธุรกิจของตระกูลที่มีอยู่นั่นก็คือ "ลำปำรีสอร์ท" เมืองพัทลุง ได้อย่างลงตัว
ทั้งนี้ "ส.จ.ป้อม" วิศิษฐ์ ได้เปิดเผยที่มาที่ไปว่า เข้ามาคลุกคลีในแวดวงการเมืองระดับท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2547 ด้วยการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ส.จ. สอบผ่านมาถึง 3 สมัยติด กระทั่งช่วงปี 2555 ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานให้กับสมาคมกีฬาจังหวัดพัทลุง ดูแลในส่วนของกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ก็ได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญต่างๆ ในวงการกีฬามากมาย ก่อนจะตัดสินใจศึกษาระดับปริญญาเอก ที่ ม.เกษตรศาสตร์ และก็ได้มาพบกับ รศ.ดร.สุพิตร สมาหิโต รองหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ซึ่งเป็นอาจารย์สอนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ตัวเองเรียนอยู่
หลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ในรั้วแห่งนี้ ทำให้ตัวเองได้เห็นโอกาสช่องทางที่จะพัฒนาธุรกิจของครอบครัวก็คือ "รีสอร์ทลำปำ" ให้มีสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ การนำเอากีฬาเข้ามาผสมผสานกับธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะกีฬา "มวยไทย" ถือว่า ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจและรู้จัก จะมีบุคคลใดในโลกใบนี้ที่สอนมวยไทยได้ดีกว่าคนไทยของเราเอง
ดังนั้น จึงได้เนรมิตพื้นที่ภายในโรงแรมที่พัก ตั้งเป็นศูนย์ฝึกมวยไทยขึ้นมาชื่อว่า "ลำปำ รีสอร์ท มวยไทย" เมื่อกว่า 1 ปีที่แล้ว โดยมี ขุนพินิจ เกียรติตะวัน อดีตแชมป์เข็มขัด 2 เส้น จากเวทีลุมพินี มาเป็นครูมวยไทย และเทรนเนอร์คอยฝึกสอนให้แก่ประชาชนและชาวต่างชาติที่สนใจ ไล่ตั้งแต่เบสิกพื้นฐานขั้นที่ 1 ไปจนถึงขั้นที่ 9 เลยทีเดียว
สำหรับอัตราค่าบริหารนั้น หากเป็นคนต่างชาติจะคิดเป็นครอสต่อหัวคนละ 2.4 หมื่นบาท พร้อมที่พัก+อาหารให้อีก 3 มื้อ นอกจากนี้ ยังมีรถจักรยานยนต์เอาไว้ให้ขี่เดินทางไปไหนมาไหนในจังหวัดอีก 1 คัน ส่วนคนไทยจะคิดค่าบริการคนละ 1,200 บาท เรียนได้ทั้งหมดคนละ 12 ชั่วโมง ซึ่งในหนึ่งเดือนต่อหัวต่อคนจะเรียนได้ประมาณ 8 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเวลาของแต่ละคนด้วยว่า พร้อมวันไหน ส่วนใหญ่จะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เสียมากว่า เรียนต่อหนึ่งครั้งประมาณชั่วโมงครึ่งทั้งชายและหญิง หรือ จะเป็นเด็กๆ หรือเยาวชนเราก็ยินดี
ยิ่งทุกวันนี้สังคมไทยภัยอันตรายใกล้ตัวมันมีมากขึ้น จึงทำให้ผู้หญิงทั้งชาวไทยและชาวต่างหากหันมาศึกษาวิชาความรู้จากมวยไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันตัวเองแถมยังทำให้สุขภาพแข็งแรงและห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ เวลานี้มีประชาชนที่สนใจและชาวต่างชาติเดินทางมาไกลจากยุโรปมาศึกษามวยไทยที่ยิมของตัวเองอย่างเต็มที่
ไล่ตั้งแต่การสอนไหว้ครูมวยไทย, การออกอาวุธหมัดเท้า-เข่า-ศอก รวมไปถึงการป้องกันตัวในลักษณะต่างๆ ทุกวันนี้บอกได้เลยว่า ภัยสังคมมันไม่รู้ว่า จะมาหาตอนไหน หากเรามีวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวที่ดี หรือ มีทักษะไม่มากก็น้อย น่าจะทำให้ปลอดภัยจากเรื่องพวกนี้ได้
ที่สำคัญไปกว่านั้นหลักสูตรการสอนมวยไทยของเราค่อนข้างจริงจังและเข้มข้นเต็มที่ เพราะต้องการอยากให้ทุกคนที่เสียเงินมาเรียนแล้ว ได้นำความรู้ที่ได้รับกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะกีฬามวยไทย คือ ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่กลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งจะมาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มองแต่เรื่องผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง
แต่คนไทยทั้งชาติทุกคนมีสิทธิ์ที่จะช่วยกันดูแลอนุรักษ์และรักษาเอาไว้ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ยิ่งตัวเองได้มาทำวิจัยเกี่ยวกับกีฬามวยไทย ทำให้ได้รู้และได้เห็นสิ่งต่างๆ ดีๆ มากมาย ยกตัวอย่าง เทควันโด ของประเทศเกาหลีใต้ ทำไมเขาจึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก แถมยังมีการสอบสายสีต่างๆ หาเงินเข้าไปยัง สหพันธ์เทควันโดโลก หรือ "ดับเบิลยูทีเอฟ" ซึ่งแต่ละปีมีรายได้เข้ามามหาศาล จนทำให้ต่อยอดสร้างความสำเร็จในเวทีระดับโลกต่างๆ มากมาย
ขณะที่มวยไทยในบ้านเราไม่มีการสอบสายเหมือนกับเทควันโด แต่จะมีแค่ผ้าประเจียดสีแดง 9 เส้น เลียงลำดับว่า ใครมีดีกรีความสามารถระดับไหน ทั้งที่จริงการจะหาเงินเข้าองค์กรมวยไทยนั้นมีเยอะแยะมากมาย ยกตัวอย่างเอาแค่ค่ายมวยไทยทั่วโลกทุกวันนี้มีมากกว่า 4,000 แห่ง แต่ละคนที่เป็นเจ้าของยิม หรือ ครูมวยไทย ซึ่งกว่าจะผ่านการอบรมต่างๆ ได้ จะต้องมาเสียเงินเพื่อเข้าครอสเรียนรู้ที่เมืองไทย
หากสถานที่แห่งใดไม่มาฝึกอบรมกับองค์กรมวยไทยของบ้านเราแล้ว ถือว่า เป็นยิมมวยไทยเถื่อน ที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ลองคิดดูสิว่า เงินทองมันจะไหลเข้ามามากน้อยขนาดไหน เพราะคนที่จะเป็นครูมวยไทยได้ต้องมีใบการันตีรับรองจากองค์กรมวยไทยบ้านเรา ไม่ใช่ใครๆ ก็จะมาเป็นครูมวยไทยได้
แต่ที่ทุกวันนี้มันยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ เพราะส่วนใหญ่มองกันแต่เรื่องผลประโยชน์มากจนเกินไป ทั้งที่จริงหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังและจริงใจ ไล่ตั้งแต่ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจับมือร่วมกัน ออกเป็นกฎระเบียบต่างๆชัดเจนว่า ต่อจากนี้ไปใครจะมาเรียนครูมวยไทย หรือฝึกกีฬาชนิดนี้จะต้องผ่านการรับรองจากองค์กรมวยไทยโลกของเราเสียก่อน มิเช่นนั้นถือว่า เป็นของปลอมสังคมไม่ให้การยอมรับ
ส่วนตัวการเอามวยไทยเข้ามาในธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ได้กระแสการตอบรับที่ดีขึ้นตามลำดับ เพราะเราเน้นในเรื่องการออกกำลังกายดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างมีแบบแผนและถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นจะมีชาวต่างชาติเดินทางมาฝึกกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สร้างเงินและรายได้เข้าจังหวัดจำนวนไม่น้อย
เพราะ มวยไทย คือ แม่เหล็ก สิ่งดึงดูดใจให้ทุกคนได้มีกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงแรมเรามีให้แล้ว การได้ฝึกฝนและแลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่างกันก็น่าจะเป็นผลดีให้แก่ทุกคนด้วย ทุกวันนี้รู้สึกว่า รักและหวงแหนศิลปะประจำชนิดนี้มาก เพราะในโลกใบนี้ไม่มีวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวชนิดใดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุดเท่ากับ มวยไทย อีกแล้ว
ท่านใดสนใจเรียนมวยไทยติดต่อได้ที่ ทางเฟซบุ๊ก Lampam resort Muaythai Academy หรือ โทรศัพท์ 095-564-5478
มุมมองเกี่ยวกับ "มวยไทย"
- ศิลปะมวยไทย คือ สิ่งสวยงามที่สุด คนไทยสมัยโบราณคิดค้นและพัฒนาเรียนรู้กันมาได้อย่างไร มีเพียงแค่มือเปล่าก็สามารถดูแลรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ ยิ่งทุกวันนี้กระแสมวยไทยกำลังดีวันดีคืน ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อยอดให้กับธุรกิจของตัวเองที่มีอยู่ จึงได้เปิดค่ายมวยไทยขึ้นมา และก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีประชาชนทั้งชายและหญิง รวมไปถึงชาวต่างชาติบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนถึงเมืองพัทลุง ทำให้เศรษฐกิจรอบๆ ลำปำรีสอร์ทดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมสมัยก่อนเงียบๆ ไม่ค่อยมีอะไร แต่เมื่อมีมวยไทยเข้ามาแล้วทำให้พ่อค้าแม่ค้ารอบๆ ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ถือว่า ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬาชนิดนี้ร่วมกัน
อนาคตที่น่าจะเป็นของกีฬาชนิดนี้
- หน่วยงานจากภาครัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทมากกว่านี้ ทั้งที่จริงกีฬา "มวยไทย" มันน่าไปไกลสู่สากลกว่าที่เป็นอยู่ ง่ายๆ เอาแค่ในระดับอาเซียน หรือ ซีเกมส์ มีการแข่งขันบ้างไม่แข่งขันบ้างแล้วแต่ว่า ชาติใดจะเป็นเจ้าภาพ ตรงกันข้ามกับกีฬา เทควันโด ไม่เคยขาด หากรัฐบาลของเราลงมาเล่นด้วยตัวเองมีข้อบังคับ หรือ เน้นย้ำไปยังองค์กรมวยไทยโลกว่า จะต้องบริหารจัดการอย่างไรบ้างให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดกับกีฬาชนิดนี้ อนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เพราะอย่าลืมว่า ตลาดมวยไทยเป็นตลาดใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะในชาติมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา แถบยุโรป นี่ยังไม่รวมถึง จีน ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกก็มีความสนใจเรียนรู้มวยไทยไม่น้อยเหมือนกัน หากทุกคนรู้จักคำว่า เสียสละ มองผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ก็น่าจะมีเรื่องดีๆสะท้อนกลับมาให้เห็นกันบ้าง



