
สิงคโปร์หลังสิ้นลี กวน ยู
สิงคโปร์หลังสิ้นลี กวน ยู
ไม่มีใครปฏิเสธว่า ความสำเร็จของสิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็กๆ ที่ผงาดเป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจของโลก เป็นประเทศอาเซียนหนึ่งเดียวที่ติดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ท่ามกลางเสียงชื่นชมในประสิทธิภาพและคอร์รัปชั่นต่ำติดดินที่เกิดขึ้นมาได้ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มาจากวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำของบุรุษนามว่า ลี กวน ยู
บรรดาผู้นำในเอเชียรวมถึงจีน ต่างยกย่องและศึกษา "สิงคโปร์ โมเดล" โมเดลที่เป็นหัวข้อถกเถียงและเป็นกรณีศึกษาทางวิชาการมากมายนับไม่ถ้วน และมักถูกนิยามว่า เป็นอำนาจนิยมแบบอ่อน อันประกอบด้วยอำนาจรวมศูนย์ รัฐบาลมือสะอาด เปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการปิดกั้นกดขี่ฝ่ายค้านทางการเมือง จำกัดเสรีภาพแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมในที่สาธารณะที่ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความระมัดระวังและการเซ็นเซอร์ตัวเอง
แม้แต่ในหมู่คนที่ไม่ได้รู้จักสิงคโปร์อย่างลึกซึ้ง ชื่อของ ลี กวน ยู เป็นที่รู้จักในเรื่องการรณรงค์ยกระดับภาพลักษณ์และวิศวกรรมสังคม ไม่ว่าจะเป็นขอให้ชาวสิงคโปร์หัดยิ้ม พูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ไม่ถ่มน้ำลาย ไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง จับคู่บัณฑิตหนุ่มสาวเพื่อผลิตทารกคุณภาพ ขณะขอให้สามีภรรยาการศึกษาน้อยเข้ารับการทำหมันโดยสมัครใจ จนสิงคโปร์ได้ชื่อว่า เป็นรัฐพี่เลี้ยงเด็ก
ในทางการเมือง นายลียื่นฟ้องหมิ่นประมาทจนทำให้ฝ่ายค้านหมดเนื้อหมดตัว ไม่ก็ต้องหลบหนีไปลี้ภัยในต่างประเทศหลังไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหายแก่นายลี ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหรือคนใกล้ตัว ขณะใช้กฎหมายความมั่นคงจับกุมคุมขังนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายโดยไม่พิจารณาคดี นอกจากนี้ยังทำสงครามกับบรรดานักวิจารณ์ในสื่อต่างประเทศ โดยคดีฟ้องร้องส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาเอื้อประโยชน์เครือญาติ เพราะสมาชิกในตระกูลของนายลีดำรงตำแหน่งทรงอิทธิพลในสิงคโปร์ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของศาล ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่ามักตัดสินตามการชี้นำของฝ่ายบริหาร
หลังยุคของลี กวน ยู มักมีคำถามว่า โมเดลของมหาบุรุษท่านนี้ และ "ค่านิยมเอเชีย" ซึ่งเป็นแนวคิดของนายลีที่ว่า สังคมอยู่ดีต้องมาก่อนสิทธิของปัจเจกบุคคลและพลเมืองสละเสรีภาพบางส่วนเพื่อแลกกัน จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยและช้าเร็วอย่างไรภายใต้ผู้นำรุ่นใหม่ที่น่าจะเปิดกว้างมากกว่าเดิม
นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่า การจากไปของนายลีจะไม่ส่งผลกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะในความเป็นจริง บทบาทส่วนตัวของเขาลดลงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของท้ายยุคสมัยของนายลี กวน ยู เมื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแสดงออกถึงความไม่พอใจพรรคพีเพิล แอ็กชั่น ที่นายลีก่อตั้งขึ้นและผูกขาดอำนาจปกครองสิงคโปร์มาตั้งแต่ได้รับเอกราชอย่างไม่เคยมีมาก่อน
หลังเลือกตั้ง นายลีลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงรัฐมนตรี ที่ตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษ และถอยไปอยู่หลังฉากขณะที่สิงคโปร์เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการสำรวจความเป็นไปได้ในการเข้าไปเกี่ยวพันกับประชาชนมากขึ้นและลดความเป็นอำนาจนิยมลง
ยูจีน ตัน นักวิชาการกฎหมาย มหาวิทยาลัยบริหารจัดการสิงคโปร์ กล่าวว่า บางคนอาจคิดว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคหลังลี กวน ยู แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างกำลังเกิดขึ้นในสิงคโปร์อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับสุขภาพเสื่อมทรุดหรือการมีอยู่ในทางการเมืองของเขา เพราะสิงคโปร์ในวันนี้แตกต่างจากสิงคโปร์เมื่อนายลีปกครองช่วงปี 1959-1990 อย่างมาก
เจบี ชยารัตนัม ผู้นำฝ่ายค้านและหอกข้างแคร่ของนายลี ถูกฟ้องหมิ่นประมาทจนล้มละลาย แต่ก็ยังคงเป็นฝ่ายค้านจนถึงแก่กรรมเมื่อปี 2551 ให้สัมภาษณ์นิวยอร์กไทม์ส เมื่อปี 2548 ว่า คนในสิงคโปร์รู้สึกกลัว รู้สึกได้ในทุกหนแห่ง และเมื่อกลัว พวกเขาก็รู้สึกว่าไม่สามารถทำอะไรได้
16 ปีหลังได้รับเอกราช ชยารัตนัมเพิ่งได้ที่นั่งฝ่ายค้านเป็นครั้งแรกในรัฐสภา ซึ่งสร้างความเดือดดาลแก่นายลีเป็นอย่างมาก
อีก 2 ทศวรรษต่อมา หลังการเลือกตั้งปี 2549 พรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มเป็น 2 ที่นั่ง จากทั้งหมด 84 ที่นั่ง ที่มาจากการเลือกตั้ง
แต่ในปี 2554 ที่นำไปสู่การวางมือของนายลี กวน ยู ฝ่ายค้านได้มากถึง 6 ที่นั่ง ซึ่งมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และด้วยคะแนนเสียงที่สูงผิดปกติเกือบ 40% ซึ่งถูกตีความว่า มีชาวสิงคโปร์มากขึ้นที่อยากได้ผู้นำที่เข้าถึงความต้องการของพวกเขามากกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้มาจากเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต ที่นำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่การเมืองสิงคโปร์ไม่แตกต่างจากประเทศอื่น ที่สื่อสังคมออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ บวกกับการเติบโตของเว็บไซต์ข่าวทางเลือก ช่วยบั่นทอนบรรยากาศแห่งความกลัว ทำให้พลเมืองกล้าเรียกร้องความโปร่งใสและความรับผิดชอบจากผู้นำทางการเมืองมากขึ้น
ขณะที่พรรคพีเอพี ก็ปรับกระบวนรวดเร็ว และยอมรับว่า ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป เริ่มสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และถามความเห็นจากสังคมมากขึ้นในการออกนโยบาย กระนั้น ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายใดแบบพลิกโฉม ซึ่งยูจีน ตัน นักวิชาการกฎหมาย มหาวิทยาลัยบริหารจัดการสิงคโปร์ อธิบายว่า ความคิดและบุคลิกภาพของนายลียังมีอิทธิพลอยู่มากต่อกระบวนการตัดสินใจนักการเมืองรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะในพรรคพีเอพี หรือในคณะรัฐมนตรีที่ยังไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก
วาทะที่น่าจดจำของลี กวน ยู
บิดาแห่งสิงคโปร์สมัยใหม่ นายลี กวน ยู ได้พลิกประเทศซึ่งเป็นแค่จุดเล็กๆ เท่าปลายเข็มบนแผนที่ ให้กลายเป็นศูนย์กลางโลกที่รุ่งเรือง ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 91 ปี แต่นอกจากเป็นนักคิด ผู้นำมากวิสัยทัศน์ เป็นบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของเอเชียแล้ว ยังเป็นผู้มีวาทะจับใจ ดึงความสนใจมาอยู่ตนเองได้ ที่สำคัญ ไม่มีอ้อมค้อม ไม่ว่าจะในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีอาวุโสและที่ปรึกษารัฐมนตรี หลายวาทะนั้นก็สะท้อนตัวตนของผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี
ลี กวน ยู เคยกล่าวเนื่องในวันชาติสิงคโปร์ปี 2531 หรือ 2 ปีก่อนสละเก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่า "แม้จะนอนอยู่บนเตียงคนไข้ แม้จะถูกฝัง
แต่ถ้าผมรู้สึกว่าบางอย่างกำลังไปผิดทาง ผมก็จะตื่นขึ้นมา คนที่เชื่อว่าผมไม่ยุ่งกับการเมือง หลังจากลงจากตำแหน่งแล้ว น่าจะถูกตัดศีรษะทิ้งไปเสีย"
เกี่ยวกับการที่รัฐบาลสิงคโปร์เข้าไปจัดการเรื่องส่วนตัวของประชาชน จนได้ฉายา รัฐพี่เลี้ยง (Nanny State) นายลีกลับโต้ว่า ถ้าสิงคโปร์ถูกมองว่าเป็นรัฐพี่เลี้ยงเด็ก ผมก็ภูมิใจที่ได้เลี้ยงใครสักคน"
"ผมถูกหาว่าเข้าไปยุ่งในชีวิตส่วนตัวของประชาชนมากไป แต่ถ้าผมไม่ทำ เราจะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ และผมขอพูดอย่างไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดว่า เราจะไม่มาอยู่ในจุดนี้ เศรษฐกิจเราจะไม่ก้าวหน้า ถ้าเราไม่ยุ่งกับเรื่องส่วนตัว เพื่อนบ้านคุณเป็นใคร คุณใช้ชีวิตอย่างไร คุณส่งเสียงอะไร คุณถ่มน้ำลายอย่างไร คุณพูดภาษาอะไร เราคือผู้ตัดสินใจว่าอะไรถูก และไม่สนว่าประชาชนคิดอะไรอยู่"
ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัวไม่แพ้กัน โดยได้กล่าวถึงครอบครัวในการกล่าวสุนทรพจน์ในปี 2546 ว่า
"ในช่วงท้ายของวันนี้ สิ่งที่ผมหวงแหนที่สุดคือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ การสนับสนุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงของภรรยาและคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมาตราบจนวันสุดท้าย นี่คือมิตรภาพที่ผมสร้างและสายสัมพันธ์ครอบครัวที่ผมเอาใจใส่ ซึ่งทำให้ผมพอใจที่ได้มีชีวิตที่ดี และทำให้ผมเป็นอย่างที่เป็น"
นอกจากนี้ นายลียังเคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแต่งงานแก่ชาวสิงคโปร์ว่า
"เมื่อบัณฑิตไม่อยากแต่งงานกัน ผมจะบอกพวกเขาว่าโง่แค่ไหน และถ้าคุณแต่งงานกับคนที่เรียนไม่จบ คุณจะมีปัญหาแน่ เด็กที่เกิดมาจะฉลาดบ้าง ไม่ฉลาดบ้าง คุณจะต้องปวดหัว และคุณปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้"
เช่นเดียวกับคนจำนวนมากที่ต้องการเป็นที่จดจำของคนรุ่นหลังในแง่บวก นายลีเคยกล่าวว่า
"เมื่อผมเข้ามาชมมาดามทุสโซ ช่วงเป็นนักศึกษาราวทศวรรษ 1940 มีหุ่นขี้ผึ้งคน 2 แบบ คือ คนดังและคนที่ชื่อเสียงไม่ดี ผมหวังว่าจะไม่วางหุ่นขี้ผึ้งของผมใกล้กับคนที่ชื่อเสียงไม่ดี"
ส่วนเรื่องสำรวจความคิดเห็น หรือโพลล์ ที่ผู้นำมักใส่ใจ แต่สำหรับนายลีกล่าวว่า "ผมไม่เคยวิตกเกินเหตุหรือหมกหมุ่นกับผลหยั่งเสียงหรือผลสำรวจความนิยม ผมคิดว่า ผู้นำที่รู้สึกอย่างนั้นคือผู้นำที่อ่อนแอ หากคุณกังวลว่าคะแนนนิยมจะขึ้นหรือลงหรือไม่ คุณไม่ใช่ผู้นำ คุณก็แค่กำลังไล่ตามลม คุณจะไปในที่ที่ลมพัด และผมไม่ได้อยู่หรือเป็นเพื่อสิ่งนี้"
และในฐานะผู้นำและผู้ชื่นชมนักปรัชญาเมธีชาวอิตาลีแห่งศตวรรษที่ 16 นิโคโล แมคเคลเวลลี นายลีกล่าวว่า "ระหว่างถูกรักกับถูกกลัว ผมเชื่อเสมอว่า แมคเคลเวลีพูดถูก หากไม่มีใครกลัวผม ผมก็ไร้ความหมาย"
การปกครองแบบกำปั้นเหล็ก "ใครที่คิดจะท้าชนผมจำเป็นต้องใส่สนับมือ หากคิดว่าทำให้ผมเจ็บได้มากกว่าที่ผมทำให้คุณเจ็บ ก็ลองดู ไม่มีทางหรอกที่คุณจะสามารถปกครองสังคมจีนได้"
ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง "หากคุณเป็นคนก่อเรื่อง เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำลายคุณทางการเมือง ทุกคนก็รู้ดีว่า ในกระเป๋าของผมมีขวานเล็กๆซ่อนอยู่หนึ่งเล่ม และคมมากเสียด้วย"
ความยุติธรรม "เราต้องจองจำคนโดยไม่พิจารณาคดี ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าพวกเขาเป็นคลั่งชาติคลั่งภาษา ไม่ว่าจะเป็นพวกสุดโต่งทางศาสนา หากไม่ทำอย่างนั้น ประเทศจะพินาศ"
ศาสนา : ผมจะไม่เรียกตัวเองว่าเป็นคนไม่มีศาสนา ไม่ปฏิเสธหรือยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้า ดังนั้นผมไม่หัวเราะเยาะผู้มีความเชื่อในพระเจ้า แต่ผมไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้า หรือปฏิเสธว่าอาจมีอยู่
มรดก : สิ่งที่คนสิงคโปร์รุ่นใหม่คิดไม่สำคัญกับผม จะมีมุมมองต่อผมอีกหลายแง่มุม เหมือนกับที่คนคิดกับสตาลิน เบรสเนฟ และเยลต์ซินในตอนนี้ และปูตินในอนาคต ผมอยู่มานานพอที่จะรู้ว่าคนจะสรรเสริญเมื่อคุณมีชีวิต และคิดอีกแบบเมื่อคุณตาย
"คำพิพากษาจะไม่อยู่ในบทไว้อาลัยผู้เสียชีวิต แต่จะรู้เมื่อนักศึกษาปริญญาเอกขุดคลังข้อมูล อ่านรายงานเก่าๆ ของผม ประเมินว่าศัตรูของผมพูดอะไร ขุดค้นหลักฐานและแสวงหาข้อเท็จจริง ผมไม่ได้กำลังบอกว่า ทุกสิ่งที่ทำนั้่นถูกต้อง แต่ทั้งหมดที่ทำล้วนเพื่อเป้าหมายที่น่ายกย่อง"



