ข่าว

เสรีภาพไร้ปีก

เสรีภาพไร้ปีก

24 มี.ค. 2558

เสรีภาพไร้ปีก : 'จอกอ'จักรกฤษ เพิ่มพูล

               พวกเขายืนยันเรื่องเสรีภาพ ความมีเสรีภาพแจ่มชัดในความคิดคำนึง

               แต่เสรีภาพจะไม่มีความหมายเลย หากเป็นเสรีภาพที่อยู่ใต้กฎอัยการศึก เสรีภาพภายใต้การกดทับของ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97 และ 103

               และลำบากยิ่ง หากจะมีใครสักคนพูดว่า ต้นไม้แห่งเสรีภาพจะเติบโตงอกงามไม่ได้เลย ถ้ามันงอกออกมาจากเมล็ดพันธุ์อันชั่วร้าย หรือแม้กระทั่งต้องหวาดหวั่นกับการเปิดเผย ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชียปีล่าสุด ซึ่งประเทศอารยะทั้งหลายเห็นเป็นปกติ

               แล้วเราจะเชิดชูวันเสรีภาพสื่อโลก วันที่ 3 พฤษภาคมนี้ ในฐานะที่เป็นประเทศที่ผู้นำทหารพยายามแสดงราคาว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

               เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องพูดจากันตรงไปตรงมา อีกไม่นานวันคงมีการทบทวน มีบทวิเคราะห์ วิจารณ์ มีผลวิจัย ผลการสำรวจ มีโพลล์ต่างๆ เพื่อแสดงผล ครบรอบหนึ่งปีการเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม

               ผลที่เห็นได้ชัดเจน คือ บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง  คนไทยไม่ต้องหวาดหวั่นกับข่าวร้ายรายวัน ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวาในอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว แต่มองอีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องปกติของทุกแห่งหน ที่อำนาจซึ่งมากับปืน ย่อมสามารถจัดการสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จ แตกต่างจากประชาธิปไตยที่เถียงกันไม่จบ ใครมีกำลังมากกว่า มีพวกมากกว่า ก็สามารถเอาชนะได้ แต่เป็นชัยชนะที่ยืดเยื้อยาวนาน และนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างประมาณไม่ได้ กว่าจะรู้ว่าใครคือผู้ชนะที่แท้จริง

               แต่เมื่อใกล้เวลาเฉลิมฉลองหนึ่งปีแห่งการยึดอำนาจ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีก มีการจับกุมคุมขังคนหลายคนในอำนาจที่คาบเกี่ยวระหว่างศาลทหารและศาลพลเรือน เราจะต้องพูดว่า นี่คือปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความพยายามของอำนาจเก่าที่ต้องการ “เอาคืน” หรือเป็นเพียง “การต่อใบอนุญาตประจำปี”

               สภานิติบัญญัติแห่งชาติกำลังเร่งออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งในยามการเมืองปกติอาจไม่มีโอกาสเช่นนี้ เช่น การยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ 2484 และประกาศใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ 2550 ในสภานิติบัญญัติชุดรัฐประหาร 2549 สภาปฏิรูปแห่งชาติก็เอาการเอางานอย่างยิ่ง ในการแสวงหาหนทางเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 11 ด้าน นี่นับเป็นเรื่องน่าชื่นชม หากไม่พิจารณาถึงการอิงอาศัยบทบาทสาธารณะเหล่านั้น ไปเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้แก่คนในครอบครัว ในรูปของการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ

               ในด้านการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน กล่าวสักพันครั้ง ก็ยืนยันได้ว่า การมีอาจารย์จุมพล รอดคำดี นักวิชาการน้ำดี นั่งอยู่หัวโต๊ะนั้น คือคุณอันใหญ่หลวงต่อผู้อยู่ในแวดวงวิชาชีพสื่อมวลชน ยังมีคุณมานิจ สุขสมจิตร ที่ผมไม่เคยมีความสงสัยในจุดยืนหรืออุดมการณ์เลย คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ น้องชายผู้ทำหน้าที่เฝ้ายามความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการปฏิรูปสื่อ รวมทั้งคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในวิชาชีพสื่อมายาวนาน

               แต่ความแปลกปลอมในชุดปฏิรูปสื่อ คล้ายน้ำกับน้ำมัน ที่เข้ากันไม่ได้ คือความคิดในแบบอำนาจนิยม ซึ่งเป็นต้นทุนสะสมในระบบราชการ ความสับสนวุ่นวายในแนวคิด จนไม่สามารถสรุปได้ในทิศทางที่จะก้าวไป อีกทั้งความคิดรวบยอดที่เชื่อในระบบอุปถัมภ์ หรือการสนับสนุนด้วยทุน ว่าจะเป็นหนทางในการสร้างสื่อคุณภาพ ที่มีความรับผิดชอบ

               ผมคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสื่อ หรือการปฏิรูปในด้านใดก็ตาม ต้องทำให้สังคมเข้าใจว่า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะสรุปบทเรียนในอดีต และวางกติกาใหม่ คิดใหม่ ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

               พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปฏิรูปคือ สินค้าทดลองใช้ ที่ลองใช้ไปสักพัก แล้วค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยนไป ตามบริบทของสังคม ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสิ่งที่เราเชื่อว่า เป็นแนวทางที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เช่น การปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ที่กำลังถูกบิดเบือน และลากดึงอำนาจและผลประโยชน์กลับไปก่อนหน้าปี 2540

               เสรีภาพพูดกันมาก โต้แย้งกันน้อย เพราะทุกคนเชื่อว่า เสรีภาพคือหัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อ

               แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ายังรู้สึกสบายดี กับคำพูดซ้ำๆ ที่ดูแคลนกัน ขาดความเคารพในบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกัน หรือคำที่ไม่มีเนื้อหาสาระ โต้ตอบกันไปวันๆ หรือรู้สึกสบายดีกับการกอดรัดเสรีภาพ ที่ยังมีกฎหมายลิดรอนเสรีภาพค้ำคออยู่ โดยไม่คิดจะต่อสู้หรือเรียกร้องอะไร