
เปิดร้านเพราะรักในเสน่ห์'หินสี''ความเชื่อ-แฟชั่น'
เปิดร้านเพราะรักในเสน่ห์'หินสี' 'ความเชื่อ-แฟชั่น'ปั่นกระแสแต่ต้องซื่อสัตย์ : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย....อนัญชนา สาระคู
แม้ตอนนี้กระแส "หินสี" ที่หลายคนมองว่าเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่อง "ความเชื่อ" และ "แฟชั่น" จะแผ่วลงไปบ้างแล้ว หลังจากผ่านช่วงกระแสเห่อกันไปสุดๆ เมื่อปลายปีก่อน และล่วงเลยมาจนถึงเมื่อต้นปีนี้ แต่สำหรับ "คนรักหินสี" แล้ว ความแรงยังไม่สร่างซา เพราะไม่ได้มองเป็นเพียงเครื่องประดับ แต่ยังเป็นเรื่องความเชื่อและความหลงใหลในเสน่ห์ของหิน
"คมชัดลึก" ได้มีโอกาสพูดคุยกับ "ตัวจริง เสียงจริง" ของคนรักหินสี "วาศิษฐี เชาวนประเสริฐ" หรือ คุณบี เจ้าของร้านสโตน เลิฟเวอร์ (Stone Lover) ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นคนชอบหินสีในแง่ของความสวยงามมากกว่าความเชื่อ ซึ่งคงเป็นเหมือนกับคนที่ชอบสะสมของอะไรแล้วก็จะรักในสิ่งนั้น โดยเธอเปิดร้านมานานกว่า 14 ปีแล้ว จนกลายมาเป็นแหล่งรวมของคนรักหินสี และหินสีที่วางจำหน่ายก็จะมีหลากหลายประเภททั้งเครื่องประดับตามแฟชั่น ของตกแต่งบ้าน ตลอดจนหินสำหรับการสะสม และการปรับฮวงจุ้ยภายในอาคาร บ้านเรือน
"เริ่มต้นของตัวเองจริงๆ มองว่าได้รับการซึมซับมาจากคุณแม่ที่เป็นคนชอบหินมาก และมาเจอกับกลุ่มเพื่อนที่มีความชอบในเรื่องหินเหมือนกัน เลยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และสมัยก่อนได้พบว่า เมื่อเราเข้าไปในร้านหิน ข้อมูลที่ได้มากลับไม่เหมือนกันเลย จึงเริ่มต้นมาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ และคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เรื่องหินเท่าไรนัก จึงได้เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาให้ข้อมูลในเรื่องหินอย่างเดียวเลย เช่น เอาข้อมูลจากต่างประเทศมาแปลลงเว็บ เพื่อให้คนทั่วไปได้อ่าน" คุณบี เล่า
พร้อมขยายความว่า ตอนนั้นคือเปิดเว็บเพื่อให้ข้อมูลอย่างเดียว ยังไม่มีการขาย ซึ่งเราก็เป็นรายแรกๆ ที่ทำเว็บไซต์ขึ้นมาและมีเว็บบอร์ดด้วย ก็มีคนสนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเยอะมาก ล้วนแต่เป็นคนรักหินตัวจริงทั้งนั้น (ต่างจากสมัยนี้ที่จะออกแนวแฟชั่นเสียมากกว่า) และเมื่อคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากๆ เข้าก็ตั้งเป็นกลุ่มเป็นแฟนคลับ สุดท้ายก็มีคนบอกว่าเมื่อมีความรู้เรื่องหินแบบจริงๆ จังๆ ขนาดนี้แล้วทำไมไม่นำมาขายด้วยเลย เพราะจะได้ของที่มีคุณภาพหินแท้และมั่นใจได้ จึงตัดสินใจลองทำดู
"แรกๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นการค้าจริงๆ จังๆ เพราะตอนนั้นก็ยังทำงานประจำอยู่ด้วย คือทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ที่ตัดสินใจมาเปิดร้านก็เพราะคิดว่าตัวเองมีความชอบอยู่แล้วด้วย อย่างบางชิ้นที่มาวางขายบางทีก็ไม่อยากขายด้วยซ้ำ ก็เพราะว่าเรารักหินพวกนี้"
จากการวางขายครั้งแรกบนหน้าเว็บ แม้จะไม่บูมมากนัก เพราะช่วงที่เปิดขายนั้นเป็นช่วงกลางๆ ของกระแสนิยมหินสีเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่ก็มีคนสั่งซื้อทันทีเลย เพราะมีคนติดตามเว็บไซต์ของเราเยอะมาก จากนั้นก็ขายได้เรื่อยๆ จากการวางขายบนหน้าเว็บ ก็มาเปิดร้านค้า เพราะคิดว่าคนซื้อเองก็คงอยากได้เลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองมากกว่า นั่นเพราะเป็นคนรักหินด้วยกันจึงเข้าใจในจุดนี้ จนมาปัจจุบันทำธุรกิจนี้มากว่า 14 ปีแล้ว
เจ้าของร้านสโตน เลิฟเวอร์ บอกอีกว่า กระแสนิยมหินสีเหมือนเป็นวงจรของความนิยมด้วย ซึ่งเมื่อตอนที่เริ่มศึกษาข้อมูลจริงๆ จังๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนนั้นเป็นช่วงที่บูมมากๆ แต่พอมาในช่วงเปิดขายเป็นธุรกิจกระแสก็ลดลงเป็นแบบกลางๆ และซาลงไปซักพัก จนมีกระแสหินทิเบตบูมขึ้นมาหนักๆ ช่วงนั้นหินทิเบตบูมมากจริงๆ และลูกค้าส่วนใหญ่จะมีความศรัทธาจริงเหมือนกลุ่มที่ศรัทธาพระเครื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีกระแสหินสีซ้อนเข้าไปด้วย เมื่อกระแสหินทิเบตซาลงไปซักพัก ก็มีหินสีกลับเข้ามาอีกตอนนี้
เริ่มตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วที่มีดาราบางคนนำขึ้นมาโชว์ในสังคมออนไลน์ เช่น อินสตาแกรม เหมือนโปรโมทสินค้าให้เพื่อนที่เขาทำเครื่องประดับขาย ก็เลยกลายมาเป็นกระแสหินสีที่แซมบรรดาเครื่องประดับเข้าไปในสายสร้อยข้อมือ คนที่ตามดาราก็จะแห่ซื้อตาม แต่การจะไปซื้อจากกลุ่มดาราซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง หลายๆ คนจึงมองหาจากแหล่งอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า และเมื่อหาข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างๆ ก็จะเจอเราเป็นรายแรกๆ โดยตอนนี้คิดว่ากระแสหินสีเริ่มเป็นขาลงแล้ว แต่ก็เชื่อว่าเมื่อกระแสหินสีลดลงไปอีกสักพักหนึ่ง หินทิเบตก็น่าจะกลับมาบูมอีกครั้ง ซึ่งหลายคนก็มองเห็นเทรนด์นี้แล้วเช่นกัน ก็เข้ามาซื้อเก็บหินทิเบตที่ร้านซึ่งมีจำหน่ายอยู่
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหินสีไม่ใช่ว่าจะบูมตลอดเวลา ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน คือหินสีในบางครั้งถูกมองว่าอาจจะไม่ใช่ของจำเป็นนัก เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าก็ซื้อลดลงไป ทำให้ร้านค้าหลายๆ ร้านที่เคยเปิดขายในช่วงกระแสแรงๆ เมื่อรายได้ไม่มี ขาดทุน ก็ปิดตัวไปจำนวนมาก ทางร้านเราเองตอนเศรษฐกิจซบเซาก็ไม่คุ้มเช่นกัน แต่ที่เราอยู่มาได้นาน ก็เพราะเราเป็นคนรักหินจริงๆ และคนที่ชอบหินทุกคนก็จะรู้ว่ามีแหล่งอยู่ที่นี่
"ยังมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นมนุษย์ประเภทชอบหิน รักหินจริงๆ เช่นมีกลุ่มลูกค้าที่ตามกันมาตั้งแต่เปิดขายที่แรกเมื่อสมัย 10 กว่าปีก่อน จนย้ายร้านมาที่ตึกฟอร์จูน ก็มีลูกค้าเดิมตามมาที่นี่ด้วย และคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สะสมหินแบบจริงๆ จังๆ จะเข้ามาสำรวจตลอดว่ามีอะไรใหม่ๆ บ้าง" เธอกล่าวและว่า
กลุ่มลูกค้าของที่ร้านนั้นจะมีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งกลุ่มที่ชอบธรรมดาเป็นแฟชั่น เป็นเครื่องประดับสวยงามก็มี ซึ่งกลุ่มนี้เมื่อเศรษฐกิจแย่ๆ ก็จะหายไป แต่จะยังมีกลุ่มค้าบางกลุ่มที่จะเน้นในเรื่องความเชื่อ เน้นเรื่องพลังล้วนๆ ที่มาจับดูว่าหินนี้มีพลังหรือไม่ หรือบางคนชอบสะสมหินในรูปทรงแปลกๆ ก็มี ไปจนถึงความเชื่อในเรื่องการปรับฮวงจุ้ย กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ยังมีเข้ามาตลอด หรือแม้แต่ตอนน้ำท่วมใหญ่ ที่คนไม่ออกจากบ้าน เราก็ยังสามารถขายได้เพราะยังวางขายผ่านเว็บไซต์ได้
จุดดีอีกอย่างหนึ่งของเราคือมีเว็บไซต์รองรับด้วย และก็มีติดป้ายราคาทุกชิ้น ราคาก็เป็นมาตรฐานราคาเดียวกันทั้งทางหน้าเว็บ และทางหน้าร้าน มีรับประกันหินแท้ และปัจจุบันสำหรับลูกค้าที่ซื้อทางเว็บไซต์ ทางร้านก็จะเปิดให้คืนสินค้าได้ภายใน 7 วันหากได้รับสินค้าแล้วไม่ถูกใจเพราะต่างจากภาพที่เห็น รวมทั้งสินค้าทุกชิ้นที่ซื้อจากทางร้านก็ยังรับบริการซ่อมให้ด้วยทุกชิ้น
หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่ง วาศิษฐีบอกว่า การค้าขายเราก็จะต้องมีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ต้องมีจริยธรรม ไม่ใช่ว่าจะเชียร์ให้ลูกค้าซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย หรือตอนนี้ที่หินสีบูมๆ เราก็ไม่ได้ขึ้นราคานะ ยังคงขายราคาเดิม ซึ่งก็มีทั้งราคาหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาทก็มีซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของหิน
จนปัจจุบันร้านสโตน เลิฟเวอร์มีแห่งเดียวคือที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าฟอร์จูน ทาวน์ ไม่มีสาขาอื่น ส่วนช่องทางอื่นๆ ก็มีเว็บไซต์ StoneLover.com ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุง คาดว่าจะเปิดเร็วๆ นี้ ส่วนในสังคมออนไลน์ พบว่ามีคนใช้ชื่อของทางร้านเราค่อนข้างเยอะมาก แต่ชื่อจริงที่เราใช้คือ ทางไลน์ ใช้ชื่อว่า stonelover ทางอินสตาแกรม ชื่อ stonelover_ และทางเฟซบุ๊ก Stonelover House
สำหรับลูกค้าที่เข้ามาที่ร้าน ก็พบว่าจะมีทั้งที่มีวัตถุประสงค์อยู่แล้ว เช่นเจ็บป่วย ไม่สบาย ก็ต้องการการบำบัดจากหิน เพราะความเชื่อดั้งเดิมของหินตั้งแต่สมัยโบราณมาคือเรื่องของการบำบัดโรคต่างๆ หรือบางคนอกหักมา ก็ต้องการหินเสริมดวงในเรื่องของความรัก ตามแต่ความต้องการของลูกค้าที่ค่อนข้างหลากหลายอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทางร้านก็จะสามารถแนะนำได้ทุกประเภท แต่สำหรับคนที่เข้ามาแบบไม่มีวัตถุประสงค์อะไร หากต้องการซื้อ ทางร้านก็จะให้คำแนะนำในเรื่องการเสริมดวง เช่นเสริมดวงตามวันเกิด
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาก็จะเน้นในเรื่องความร่ำรวยเป็นหลัก และสำหรับคนรักหินจริงๆ แล้ว จะเน้นใส่หินล้วนๆ แบบไม่มีเครื่องประดับแซม ต่างจากปัจจุบันที่ออกแนวแฟชั่น แต่ถึงที่สุดแล้วก็มองว่าน่าจะกลับมาสู่แนวเดิมๆ
สุดท้ายคุณบียังบอกด้วยว่าปัจจุบันถือว่าทางร้านอยู่ตัวแล้ว นับตั้งแต่ตัดสินใจมาเปิดร้าน ซึ่งตอนนั้นเริ่มต้นด้วยความชอบล้วนๆ เลยอยากลองทำดู ซึ่งก็ไม่ซีเรียส คือคิดว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็เหมือนกับมีกลุ่มคนรักหินสีมาคุยกัน แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว หากแต่ผลที่ตามมาคือความสำเร็จ
ปรับตัวตามกระแสอยู่ได้ยาวนาน
ได้รับการยืนยันมาค่อนข้างที่จะตรงกันว่ากระแสบูมของหินสีน่าจะขาลงแล้ว แต่สำหรับร้านค้าจำหน่ายเครื่องประดับซึ่งอยู่มายาวนานนับ 10 ปีบอกว่าปรับตัวได้ โดยการจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับที่ใช้วัตถุดิบอื่นๆ เข้ามาแทนที่ตามกระแสนิยม
"กระแสหินสีครั้งนี้มาเร็ว มาแรง และไปเร็วด้วย ซึ่งก็เริ่มบูมมาเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี่เอง และมาบูมหนักๆ ก็ราวต้นปี และตอนนี้ก็มองว่าเริ่มซาๆ ลงไปแล้ว ซึ่งครั้งนี้จะต่างจากครั้งก่อนซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นวัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงเกษียณอายุแล้ว กระเป๋าหนักจะซื้อทีละไม่มากนัก แต่ครั้งนี้เป็นกลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่ และซื้อทีละหลายเส้น บางคนที่มีความเชื่อเมื่อสมหวังก็กลับมาซื้ออีกก็มี" วิภาลัย คำจันทร์ เจ้าของร้านน้องนัน ร้านจำหน่ายปลีก ส่งเครื่องประดับสร้อยหินสี พวงมาลัยคริสตัล และไข่มุก กล่าว
เธอเล่าว่าเปิดร้านขายเครื่องประดับมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นช่วงปลายๆ ของหินสีที่บูมคราวก่อน ซึ่งเปิดร้านด้วยความชอบค้าขาย และชอบของเครื่องประดับสวยๆ งามๆ แรกๆ ก็ขายตามตลาดนัดซึ่งไม่มีคู่แข่งมากนัก และมีรายได้ค่อนข้างดี แต่สมัยนี้ร้านขายเปิดเยอะขึ้น ก็คิดว่าถูกดึงลูกค้าไปบ้างแต่เราก็อยู่ได้แม้ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา และยังมีลูกค้าประจำที่ติดเราเยอะ คือในช่วงที่หินสีซบเซา ก็เปลี่ยนมาขายโปรดักท์อื่น เช่นไข่มุก คริสตัล พวงมาลัยคริสตัลที่ร้อยเองทำเอง ซึ่งก็จะมีลูกค้าประจำกันมานาน พอหินสีกลับมาบูมสินค้าอื่นก็ต้องเก็บหมดเพราะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นจริงๆ
เจ้าของร้านน้องนันบอกว่า เรายึดเป็นอาชีพค้าขายมาได้ยาวนาน เพราะเรารักและชอบที่จะทำอาชีพนี้มาก และตอนนี้ก็เปิดแผงอื่นเพิ่มเติมเพื่อเป็นการกระจายรายได้ในช่วงขาลง โดยเราเป็นคนลงทุนและมีญาติมาช่วยขาย อย่างกระแสหินสีตอนนี้คนส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องเงินทองเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุจะเน้นในเรื่องสุขภาพ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไป หรือเป็นข้าราชการก็จะเน้นหินที่มีความหมายในเรื่องอำนาจบารมี โดย 80% ของลูกค้าจะเน้นเรื่องเงินทอง และการเสี่ยงโชค หินที่มีความหมายเกี่ยวกับลาภลอย ซึ่งขายดีมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสนิยมลดลงไปก็ยังเชื่อว่ายังมีลูกค้าอีกกลุ่มที่เขาต้องการซื้อหินจริงๆ แต่ช่วงนี้ราคาสูงเกินไปอาจจะชะลอซื้อ เพราะช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาราคาต้นทุนปรับขึ้นค่อนข้างสูงหรือถึง 30% ด้วยซ้ำ แต่หากกระแสลดลง ราคาลดลง คนกลุ่มนี้ก็จะกลับมาซื้ออีกก็ยังมีอยู่ ส่วนที่เมื่อคนใส่แล้วจะได้สมหวังหรือไม่นั้นมองว่าน่าจะอยู่ที่ความเชื่อและกำลังใจของคนใส่ด้วยว่าเขามีมากน้อยแค่ไหน
ทางด้านเจ้าของร้านสร้อยศิลป์สุอาภา จังหวัดสงขลา ซึ่งจำหน่ายเครื่องประดับสร้อยหินสี สร้อยมุก ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อปของจังหวัด โดยใช้ช่องทางจำหน่ายทางงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ กล่าวว่า เริ่มทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องประดับสร้อยมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งก็ผ่านกระแสนิยมหินสีมาถึง 2 ครั้งแล้ว แต่ครั้งแรกกระแสนิยมจะยาวนานกว่า ส่วนครั้งนี้มาเร็วมาก กลุ่มคนที่ซื้อก็เป็นกลุ่มวัยรุ่นและเน้นแฟชั่นหวือหวาเนื่องจากตามกระแสดารา คนก็เลียนแบบดารา แต่ตอนนี้ก็มองว่าน่าจะเริ่มเป็นขาลงแล้ว และถึงช็อตสุดท้ายของหินสี
"การจะขายได้ก็จะต้องมีดีไซน์ที่ต้องแปลกตากว่าคนอื่น ต้องไม่ซ้ำใครถึงจะขายได้ เมื่อเทียบกับครั้งก่อนที่ขายได้เรื่อยๆ ส่วนสาเหตุที่กระแสตกเร็วก็เพราะมีคนขายเยอะมากและทุกระดับชั้นหันมาขายหิน อย่างร้านที่เคยขายเสื้อผ้าก็มาขายหินแทน เพราะกระแสแรงมาก คนมีเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด"
สำหรับทางร้านเองที่เลือกช่องทางตามงานแสดงสินค้าหรืองานแฟร์ นั้นเพราะต้องการยกระดับสินค้าของตัวเองไปสู่กลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน และสินค้าจะมีความหลากหลายออกแบบเอง ทำเอง ซึ่งก็เชื่อว่าเป็นอาชีพที่เราสามารถทำมาได้ยาวนาน แต่ก็ต้องมีการปรับรูปแบบ เปลี่ยนดีไซน์ให้ใหม่อยู่เสมอ และไม่ทำสินค้าแบบค้างสต็อก สามารถทำตามคำสั่งซื้อของลูกค้าได้ อีกอย่างคือคิดว่าอาชีพนี้เป็นงานอิสระ และได้ประสบการณ์ชีวิต



