
'วิษณุ'ย้ำ'ปู'ต้องไปศาล19พ.ค.นี้
'วิษณุ'ย้ำ'ปู'ต้องไปศาล19พ.ค.นี้ ยันรัฐพร้อมฟังความเห็นนิรโทษกรรม กมธ.เชื่อเลือกตั้งผสมไม่ทำพรรคอ่อนแอ
20มี.ค.2558นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนัดสอบคำให้การวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องไป ไม่ไปไม่ได้ หากไม่ไป ศาลคงจะเลื่อนการพิจารณาคดีและออกหมายจับ ยืนยันว่าจำเลยต้องออกไปปรากฏตัวต่อศาล ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ศาลสั่งรับฟ้อง จากนั้นจะส่งสำเนาฟ้องไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ภายใน 7 วัน โดยนัดวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ จะต้องมาศาล เพื่อถามว่าจะรับสารภาพหรือไม่ โดยจะอ่านฟ้อง และอธิบายให้ฟัง และถามว่าจะให้การอย่างไร ซึ่งกฎหมายระบุว่า ไม่ว่าจะให้การอย่างไรก็จะจดไว้ ซึ่งเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องไป แต่หากจำเป็นไม่สามารถเดินทางไปได้ ก็สามารถบอกศาลล่วงหน้า เพื่อเลื่อนการพิจารณาคดี และรอให้ศาลอนุญาต แต่ถ้าให้ศาลนั่งบัลลังก์แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มา ตรงนี้เกิดเรื่องแน่นอน ซึ่งใครเคยเป็นจำเลย ก็คงรู้ และไม่มีทนายที่ใดไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ ไม่มีปัญหาเรื่องข้อสงสัย ที่ผ่านที่เคยพูดมาโดยตลอดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องไปหรือไม่ วันนี้ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว
ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นายวิษณุกล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา
"เมื่อครั้งที่ผมถูกฟ้องในคดีหวย 2-3 ตัว ศาลบอกเลยว่า 1.ไปต่างประเทศต้องมาขออนุญาตศาล 2.ต่อจากนี้ไป ไม่ต้องมาแล้ว ดังนั้นหากในวันนั้นคุณยังไม่ไปอีก ไม่ทำให้ศาลเชื่อใจ คำสั่งที่ศาลจะสั่ง จะเปลี่ยนหมด” นายวิษณุ กล่าว
ยันรัฐพร้อมฟังความเห็นนิรโทษ
นายวิษณุ กล่าวถึงข้อเสนอนิรโทษกรรมของนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ถึงเวลาที่คนต้องพูด แต่ยังไม่ถึงเวลาของรัฐบาลที่จะพูด คนอื่นจะพูดก็พูดไป แล้วส่งความเห็นมาให้รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะฟังความเห็นของสังคม ซึ่งถ้ารัฐบาลจะพูด เรื่องจะต้องจบแล้ว แต่ตอนนี้เรื่องยังไม่จบ จึงต้องให้คนอื่นส่งเรื่องมา อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีใครส่งเรื่องนิรโทษกรรมมายังรัฐบาล คำตอบในเรื่องดังกล่าวอยู่ที่การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลยินดีรับฟังเสียงของประชาชน
ปัญหาในอดีตเพราะลักหลับไม่ฟังปชช.
"ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ส่งผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดจลาจลทั้งประเทศเพราะมีการทำโดยไม่ได้ฟังเสียงของประชาชน จึงถูกหาว่าลักหลับบ้าง อะไรบ้าง ตรงนี้ทำให้มีบทเรียน รัฐบาลจึงต้องฟังเสียงของประชาชนว่าคิดอย่างไร แต่เมื่อมีคนพูดมากๆ ก็จะทำให้รัฐบาลตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่วนนิรโทษกรรมจะเป็นทางออกของปัญหาหรือไม่นั้น ผมไม่ทราบ และไม่หลวมตัวตอบเด็ดขาดเพราะถ้าพูดไปก็กลัวจะเป็นทางเข้ามากกว่า" นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญจะเข้าหารือถึงปัญหาต่างๆ ว่า ที่ผ่านมาองค์กรต่างๆ ได้เข้ามาหารือหลายองค์กรและไม่ได้เป็นข่าว แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นองค์กรใดบ้าง โดยเข้ามาบอกเล่าถึงปัญหาของแต่ละองค์กร ซึ่งก็บอกไปว่าขอให้บอกต่อไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แม้บางเรื่องจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในบางองค์กรมีปัญหาที่น่าเห็นใจจริงๆ เพราะไม่มีหน่วยงานใดที่จะแก้ไขได้ นอกจากรัฐบาล เมื่อหารือเรียบร้อยแล้ว ตนได้รับทราบและจะรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต่อไป
ส่วนจะเข้าไปคุยกับทางกรรมาธิการยกร่างฯ เมื่อไรนั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้คิดเลยว่าจะคุย
เลิกอัยการศึกแล้วแต่สถานการณ์
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะหากฎหมายอื่นมาแทนการใช้กฎอัยการศึกว่า ตนยังไม่มีความคิดเรื่องนี้ แต่เคยคุยกันนานแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ตระหนักในเรื่องนี้อยู่ว่า ความจำเป็นที่จะยังคงใช้กฎอัยการศึกยังมีอยู่ ขณะเดียวกันเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกก็ยังมีอยู่เช่นกัน ส่วนจะให้คงอยู่หรือยกเลิกนั้น พูดกันตรงๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ฉะนั้นการพิจารณาจะให้คงไว้หรือยกเลิกในบางพื้นที่ จะต้องเอาหลายเหตุมาประกอบกัน ทางเลือก ทางออก ที่จะมาทดแทน ซึ่งตนได้รายงานไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่ากฎหมายมีหลายประเภท หลายฉบับ ซึ่งก็แปลว่ามีผลกระทบไม่เหมือนกัน จึงมีหลายประเภทให้เลือกใช้ บางสถานการณ์ใช้กฎหมายอาญา ขณะที่บางสถานการณ์ใช้กฎหมายความมั่นคง และหากบางสถานการณ์ใช้กฎหมายความมั่นคงไม่ได้ ก็ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำไมไม่สงสัยกันบ้างว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำไมจึงไม่ใช้กฎหมายความมั่นคง ตนขอตอบว่า เมื่อใช้กฎหมายความมั่นคงไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องใช้กฎอัยการศึกที่เป็นยาแรง ก็แสดงว่าผลไม่เหมือนกัน
“อย่าลืมว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นการยึดอำนาจ ไม่ใช่งานภูเขาทอง ลอยกระทง ที่จะใช้อะไรเบ็ดเตล็ดมายึดอำนาจ แล้วก็เรียกว่าสถานการณ์ไม่ปกติอย่างยิ่ง ก็ต้องใช้ยาที่แรงที่สุดในเวลานั้น คือกฎอัยการศึก หลังจากใช้มาระยะหนึ่ง โดยเสียงเรียกร้องก็ดี สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปก็ดี ก็อาจจะมีความคิดที่จะผ่อนกลับมาสู่กฎหมายที่เบากว่า หรืออาจจะเลิกไปโดยที่ไม่มีกฎหมายอื่น ก็เป็นเรื่องที่คิดได้ แต่หลายอย่างมีผลกระทบของมัน ซึ่งคณะที่ปรึกษาเคยให้ความเห็นไปหลายครั้งแล้วว่า แต่ละอย่างมีผลกระทบอย่างไร ก็อยู่ที่ท่านจะเอาข้อมูลอะไรมาพิจารณา แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันเลย” นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะคิดแต่ไม่ได้ให้ตนคิด เข้าใจว่ายังไม่ถึงขั้นตอนของกฎหมาย แต่เป็นชั้นของนโยบายความมั่นคง ถ้านายกฯ กระโดดข้ามกับดักตรงนี้ไปได้ ถามว่าในแง่กฎหมายจะทำอย่างไร ก็ต้องกลับมาคิดกัน แต่ในเรื่องนโยบายตอนนี้เป็นการชั่งน้ำหนักเรื่องความมั่นคง กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น
กมธ.เชื่อเลือกตั้งผสมไม่ทำพรรคอ่อนแอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่รัฐบาลเยอรมัน ได้เชิญตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตัวแทนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ดูงานด้านการเลือกตั้ง ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 15-20 มีนาคม 2558 นั้น
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 20 มีนาคม ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ พร้อมคณะ เดินทางกลับจากการเดินทางไปศึกษาดูงานเรื่องระบบการเลือกตั้งที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งนายบวรศักดิ์ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
ขณะที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกมธ.ยกร่างฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับว่า คณะที่เดินทางไปมีความเข้าใจในระบบการเลือกตั้งของเยอรมันมากขึ้น เวลา 3 วันทำให้เห็นและเข้าใจระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ประธาน กกต.ได้มีโอกาสไปดูงานทุกแง่มุม จึงเชื่อว่าจะสามารถนำมาใช้กับประเทศไทยได้ ทั้งนี้ การที่เยอรมันใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมมายาวนาน ได้มีการปรับปรุงมาตลอด คณะจึงเห็นตรงกันถึงการนำระบบนี้มาปรับใช้ในประเทศไทย โดยจะดัดแปลงและกำหนดกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมกับประเทศไทย เชื่อว่าไม่ทำให้คนไทยลำบากเพราะประชาชนก็จะไปใช้สิทธิเลือก ส.ส.เขตตามปกติ ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ เป็นของพรรคการเมืองที่จะไปจัดการ
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า จากการได้พบปะกับตัวแทนพรรคการเมืองในประเทศไทย น่าจะมีความเข้าใจระบบสัดส่วนผสมว่าจะจัดการเลือกตั้งกันอย่างไร การกำหนดคะแนนจะทำอย่างไร เราได้เขียนกฎกติกาในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ และได้พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองแล้ว ถ้าพรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง คะแนนเสียงก็จะมาเอง ประเด็นหนึ่งที่เราดูแล้วมีความสนใจจะนำมาใช้ คือ การกำหนดคะแนนสัดส่วนขั้นต่ำ ซึ่งเยอรมันถ้าไม่ได้คะแนนเสียงถึงร้อยละ 5 ของประชากร จะไม่นำมาคำนวณจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อให้เลย ขณะที่กมธ.ยกร่างฯ มองไว้ที่คะแนนเสียงร้อยละ 0.5 ทั้งนี้ เพื่อให้มีเกณฑ์คะแนนสัดส่วนขั้นต่ำไว้บ้างและไม่ให้มีจำนวนพรรคการเมืองมากเกินไป
โฆษกกมธ.ยกร่างฯ ยืนยันว่าระบบสัดส่วนผสมจะไม่ทำให้พรรคการเมืองไทยอ่อนแอ เยอรมันใช้ระบบนี้ แต่รัฐบาลยังสามารถจัดการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงฝ่ายรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงมั่นคง ส่วนประเด็นที่ไทยจะจัดการเลือกตั้งโดยกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ถือเป็นแนวคิดใหม่ ซึ่งยังมีเวลาอีกระยะที่กรรมาธิการจะพิจารณาเรื่องการมี กจต.ให้รอบคอบ โดยนำความเห็นจากทุกฝ่ายมาพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายบวรศักดิ์ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ จะได้แถลงข่าวภายหลังจากดูระบบเลือกตั้งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ด้วย
"เพื่อไทย"อ้าง ปชช.วิตกร่างรธน.
นายอำนวย คลังผา อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนวิตกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้น สนช., สปช.กำลังจัดการเรื่องที่เป็นของประชาชนโดยพลการ โดยเฉพาะส.ส.ที่ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง อยากให้ใช้ระบบเดิมที่พรรคการเมืองส่งผู้สมัครซึ่งเรียกว่าประชาชนเลือกพรรค พรรคเลือกคน ขณะนี้มีการประกาศกฎอัยการศึก ทำให้ประชาชนแสดงความเห็นหลากหลายไม่ได้ หากคนส่วนใหญ่ลงมติไม่เห็นด้วย ก็จะต้องเลื่อนไปอีก เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น สิ่งที่ร่างมาขณะนี้ประชาชนไม่เอาอยู่แล้ว
มาร์ค-สุเทพแจงปมสลายม็อบ 25 มี.ค.
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กรณีกล่าวหาในคดีสั่งสลายการชุมนุมทางการเมือง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 ที่ต้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.หลังจากที่ส่งผู้แทนมารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งผู้แทนมารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว ก็ต้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ตามกฎหมาย ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ซึ่งขณะนี้ทางป.ป.ช.ก็รออยู่ เพราะสามารถชี้แจงมาเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษร หรือมาด้วยตัวเองก็ได้ และจะอ้างพยานใครบ้าง ทาง ป.ป.ช.ก็ต้องมาพิจารณาตามหลักกฎหมายว่า มีความจำเป็นและมีน้ำหนักต่อคดีหรือไม่ แต่ต้องดูก่อนว่ามีการขอสืบพยานหลักฐานเป็นเอกสาร หรือเป็นบุคคลใครบ้างอย่างไร
เผยคดีโรงพักทดแทนใกล้ได้ข้อสรุป
นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสร้างโรงพักทดแทนในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. ใกล้จะสรุปข้อมูลเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวแล้ว โดยล่าสุดได้รับข้อมูลใหม่เข้ามาว่า บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องในกรณีนี้ กู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว หลังจากนั้นจะนำมาดูว่าข้อมูลที่ได้มาเพียงพอที่จะสรุปคดี และแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.เพื่อไต่สวน โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 5 คน เป็นนักการเมือง 2 คน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และข้าราชการ 3 คน คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ โดยกล่าวหาว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ และนายสุเทพ เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่กำหนดประมูลโรงพักแยกเป็นรายภาค แต่กลับเปลี่ยนเป็นการประมูลแบบรวมศูนย์สัญญาเดียว เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยังกล่าวหาเฉพาะนายสุเทพ ว่า มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว อีกด้วย



