ข่าว

ปัดแจงตั้งธงฟ้อง'ปู'คดีการเมือง

ปัดแจงตั้งธงฟ้อง'ปู'คดีการเมือง

20 มี.ค. 2558

ป.ป.ช.ปัดแจงตั้งธงฟ้อง 'ปู' คดีการเมือง ชี้อยู่ในกระบวนการศาล-พร้อมเป็นพยานโจทก์ ระบุ 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ต้องแจงข้อกล่าวหา ปมสลายชุมนุม ปี 53 ภายใน 25 มี.ค.นี้

 
                           20 มี.ค. 58  นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้องตามที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 17 กรณีละเลยเพิกเฉยปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวมูลค่าสูงหลายแสนล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวขณะนี้เข้าอยู่ในกระบวนการของศาลเรียบร้อยแล้ว คงจะพูดอะไรมากไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หาก อสส.อ้าง ป.ป.ช.เป็นพยานโจทก์ ทาง ป.ป.ช.ก็ยินดี เพราะในส่วนของ ป.ป.ช.จะต้องทำงานร่วมกับ อสส.ในขั้นตอนต่างๆ อาทิ ในเรื่องการตรวจพยานหลักฐาน เพราะเอกสารมีจำนวนมาก ดังนั้น ป.ป.ช.กับ อสส.ต้องช่วยกันชี้แจง
 
                           ส่วนในวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ศาลต้องอ่านคำฟ้องให้จำเลยรับทราบ ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องมาฟังศาลอธิบาย และอ่านคำฟ้อง คิดว่ามีความจำเป็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องไป และเท่าที่ทราบจากข่าวก็เห็นว่าจะไป ก็จะได้เข้ากระบวนการของศาล แต่ถ้าไม่ไป ก็เป็นกระบวนการของศาล ไม่ขอก้าวล่วง
 
                           ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เป็นคดีการเมืองที่ ป.ป.ช.ตั้งธง นายปานเทพ กล่าวว่า จบหน้าที่ ป.ป.ช.แล้ว และเข้าสู่กระบวนการของศาล ดังนั้นจากนี้เป็นหน้าที่ตามกระบวนการของศาล คงไม่ตอบโต้ หรือชี้แจงใดๆ
 
 
 
ระบุ 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ต้องแจงข้อกล่าวหา ปมสลายชุมนุม ปี 53
 
 
                           นายปานเทพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กรณีกล่าวหาในคดีสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 ที่ต้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. หลังจากที่ส่งผู้แทนมารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว ว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหา ได้ส่งผู้แทนมารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วนั้น ก็ต้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ตามกฎหมาย ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 25 มี.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ก็รออยู่ เพราะสามารถชี้แจงมาเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษร หรือมาด้วยตัวเองก็ได้ และจะอ้างพยานใครบ้าง ทาง ป.ป.ช.ก็ต้องมาพิจารณาตามหลักกฎหมาย ว่ามีความจำเป็น และมีน้ำหนักต่อคดีหรือไม่ แต่ต้องดูก่อนว่า มีการขอสืบพยานหลักฐานเป็นเอกสาร หรือเป็นบุคคลใครบ้างอย่างไร
 
 
 
แจงหลัง 'อสส.' ร้องพ่วงค่าเสียหาย 'บุญทรง-พวก' คดีจีทูจี 3.5 หมื่นล.
 
 
                           นายปานเทพ กล่าวถึง คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ที่ อสส.ส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า ลักษณะกระบวนการยื่นฟ้องคดี เหมือนกับคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่มีความผิดเพิ่มในส่วนของคดีแพ่งเข้ามา เป็นเงินจำนวน 35,000 ล้านบาท เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ที่มีบทลงโทษให้ชดเชยมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากมูลค่า และสัญญาที่พบว่ามีการฟ้องร้องว่าทุจริต ในอัตราร้อยละ 50 ของความเสียหายทั้งหมด
 
 
 
ป.ป.ช.ขีดเส้น เม.ย.ส่งสำนวนบริษัทเอี่ยวคดีจีทูจี
 
 
                           นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ว่า ตอนที่ไปเยือนประเทศอาเซียน เพื่อความร่วมมือด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต พวกเขาก็ติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. ซึ่งได้แถลงชี้มูลตั้งแต่ต้น เขาก็สนใจมาก บางประเทศก็อยากได้แนวทางการทำงานของเรา ประเทศต่างๆ ก็ส่งจดหมายมาขอบคุณเป็นจำนวนมาก ที่ได้ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจว่า ในกรณีนี้เป็นความผิดพลาดของฝ่ายผู้บริหารอย่างไร นอกจากนี้ การไปชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นการชี้แจงต่อสาธารณะให้ได้รับทราบข้อมูลด้วย ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า โดนกลั่นแกล้งทางการเมือง อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปชี้แจงที่ศาลจะดีกว่า การโพสต์เฟซบุ๊กเหมือนการพูดกับเพื่อน แต่ก็รู้สึกเห็นใจ
 
                           ส่วนกรณีคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ ป.ป.ช.ไต่สวนค้างอยู่นั้น นายวิชา กล่าวว่า ยังเหลือบริษัทต่างๆ ที่ ป.ป.ช. ยังต้องตรวจสอบข้อมูลอยู่ เพราะมีหลายบริษัท และมีข้อมูลจำนวนมาก โดยได้กำชับให้คณะทำงานรีบสรุปสำนวนที่เหลือให้ได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.หรือไม่ก็ต้นเดือน เม.ย.นี้ โดยจะดำเนินการกับบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกือบ 100 บริษัท ในคราวเดียวกัน ซึ่งหลังจากสรุปสำนวนแล้ว ก็จะส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อนำไปรวมกับสำนวนของนายบุญทรง กับพวก ที่ศาลฎีกาฯ รับฟ้องไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
  
 
 
อ้าง ม.12 นั่งต่อ ป.ป.ช. รอชุดใหม่เข้าทำหน้าที่
 
 
                           นายวิชา กล่าวถึงกรณีการต่ออายุของกรรมการ ป.ป.ช.ว่า เราอย่าไปยุ่งกับเรื่องนี้ เราก็ทำหน้าที่ของเรา ถึงแม้จะไม่ได้มีการต่ออายุ ก็ไม่มีผลกระทบต่อคดีที่ยังค้างอยู่ เพราะกรรมการที่เหลือ ก็ยังสามารถดำเนินการต่อได้ คดีจะไม่มีทางสิ้นสุด เว้นเสียแต่จะยุบ ป.ป.ช. แต่เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจว่า ผู้ที่มีอำนาจสั่งการเรื่องนี้จะทำให้เราลำบากใจเปล่าๆ และก็จะทำให้ประชาชนเกิดความขัดแย้งขึ้น
 
                           ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกรรมการ ป.ป.ช.บางคนหมดวาระ กรรมการที่เหลือจะทำหน้าที่ต่อได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า เราก็ต้องทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีกรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่ เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
 
                           ส่วนที่ระหว่างกรรมการนั่งรักษาการณ์จะสามารถลงมติชี้มูลคดีได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าสมควรหรือไม่ อำนาจก็ยังมีเหมือนเดิม ส่วนถ้าพ้นไปก่อนแล้วคดีต่างๆ ยังไม่เสร็จ จะกังวลหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ไม่เป็นไร เสร็จแค่ไหนก็แค่นั้น ต้องให้เกียรติคนที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ และคนที่เข้ามาใหม่
     
 
 
ใกล้สรุปโรงพักทดแทน ล่าสุดพบหลักฐานกู้เงินที่เชียงใหม่
 
 
                           นายวิชา กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีสร้างโรงพักทดแทนในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ใกล้จะสรุปข้อมูลเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวแล้ว โดยล่าสุดได้รับข้อมูลใหม่เข้ามาว่ามีบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องในกรณีนี้ กู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว หลังจากนั้นจะนำมาดูว่า ข้อมูลที่ได้มาเพียงพอที่จะสรุปคดี และแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่
 
                           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวน โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 5 คน เป็นนักการเมือง 2 คน คือ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ และข้าราชการ 3 คน คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ
 
                           โดยถูกกล่าวหาว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ และนายสุเทพ เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่กำหนดประมูลโรงพักแยกเป็นรายภาค แต่กลับเปลี่ยนเป็นการประมูลแบบรวมศูนย์สัญญาเดียว เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยังกล่าวหาเฉพาะนายสุเทพว่า มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล อีกด้วย
 
 
 
'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ขอแจงข้อกล่าวหาเป็นเอกสารก่อนให้ถ้อยคำ
 
 
                           นายวิชา กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.ในคดีสลายการชุมนุม นปช.ปี 53 ที่จะครบกำหนดในวันที่ 25 มี.ค.นี้ ว่า เท่าที่ได้รับทราบ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ ป.ป.ช.ภายในวันที่ 25 มี.ค.ตามกำหนด และขอที่จะมาให้ถ้อยคำด้วยตัวเองในภายหลัง เนื่องจากเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 53 ขอเวลาทำความเข้าใจก่อน ส่วนเรื่องการขอพยานเพิ่มหรือไม่อย่างไรนั้น ก็คงเป็นการยื่นมาพร้อมกับเอกสารหลักฐาน ซึ่งหากยื่นมากี่คน ทาง ป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง ตอนนี้ ป.ป.ช.ก็รอให้ยื่นเอกสารมาอยู่
 
                           ผู้สื่อข่าวถามว่า นายอภิสิทธิ์ เคยอ้างถึงชื่อพยานที่จะยื่น อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพิจารณาอย่างไร นายวิชา กล่าวว่า ก็ต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นต่อรูปคดีแค่ไหนเพียงใด ต้องสอบถามจากผู้ยื่นมาก่อน ก็คล้ายกับกรณีที่เคยถามตอนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่น
 
                           ต่อข้อถามที่ว่า รายชื่อเหล่านั้น ขณะนี้เป็นผู้มีอำนาจ จะถือเป็นแรงกดดันต่อการทำงาน ป.ป.ช.หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ไม่มี เพราะนี่เป็นเรื่องของการตรวจสอบที่จะต้องให้ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
   
 
 
ชี้ 'อดีตนายกฯ' ประเดิม ก.ม.ขัดกันแห่งผลประโชยน์ ปมที่ดินรัชดาฯ จนหนี
 
 
                           นายวิชา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง 'การขัดกันแห่งผลประโยชน์' ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ปี 2542 จนกระทั่งปัจจุบัน มีอยู่ 4 ตำแหน่งเท่านั้น ที่ต้องปฏิบัติมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ระบุไว้ว่า มิให้มีการขัดกันของผลประโยชน์ นั่นก็คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวคิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดแรก และก็ได้วางเป็นแนวปฏิบัติเรื่อยมา
 
                           นายวิชา กล่าวอีกว่า นับว่าเป็นคุณูปการของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในกรณีการซื้อที่ดินรัชดา ของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกฟ้องในข้อหาผิดตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. นับว่าเป็นคนประเดิมกฎหมายนี้ โดยกรณีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยนำมาปรึกษาในที่ประชุมด้วย โดย ป.ป.ช.มีความเห็นกันว่า ไม่น่าจะเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ แต่ที่สุดแล้ว คตส.ก็ส่งเรื่องนี้ให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้อง
 
                           "เป็นคดีที่ต้องยอมรับว่า อสส.ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวทีเดียวในคดีนี้ และนำมาซึ่งคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งเป็นแนวทางมาจนกระทั่งปัจจุบัน และนำมาสู่การแก้ไขกฎหมายของ ป.ป.ช.เมื่อปี 2554 โดยบทบัญญัติของมาตราต่างๆ ในหมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้น ให้ถือว่าเป็นกรณีของการทุจริต และประพฤติมิชอบ"
 
                           นายวิชา กล่าวด้วยว่า แม้จะมีการถกเถียงมาตลอดว่า การขัดแห่งผลประโยชน์นั้น ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนหรือไม่ และศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยวางหลักไว้แล้วว่า การกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทุจริต จะไม่ทุจริตได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ในกฎหมายของ ป.ป.ช. เมื่อสิ้นสงสัย ป.ป.ช.ก็มีอำนาจในการไต่สวน และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
 
                           "ด้วยกฎหมายนี้ ทำให้อดีตนายกฯ ต้องออกไปอยู่นอกประเทศ และยังกลับเข้ามาไม่ได้ในปัจจุบัน ความจริงก็กลับเข้ามาได้ แต่ต้องกลับเข้ามาในเรือนจำก่อน คือ ต้องถูกควบคุมตัวก่อน เพราะฉะนั้นแสดงว่า กฎหมายหมวดนี้ โดยเฉพาะมาตรา 100 เฮี้ยนมากๆ"