
เขียนถึงกรุงเทพฯ
20 มี.ค. 2558
เขียนถึงกรุงเทพฯ : คอลัมน์ วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดย... ประภัสสร เสวิกุล
มีเพื่อนนักเขียนชาวศรีลังกา กำลังจะทำหนังสือเกี่ยวกับเมืองหลวงของประเทศต่างๆ และขอให้ผมเขียนอะไรสั้นๆ เกี่ยวกับกรุงเทพฯ - เมื่อได้โจทย์มาแล้ว ผมก็งงอยู่พักหนึ่ง เพราะไม่ทราบว่าจะเขียนถึงกรุงเทพฯ ในแง่มุมไหน เพราะเป็นเมืองที่ใหญ่โตและมีความหลากหลายในหลายๆ เรื่อง
สิ่งแรกที่ผมนึกถึงก็คือ “นิราศนรินทร์” ที่ขึ้นต้นว่า
อยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร- เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรรค์ ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง
โคลงบทนี้ สมัยเป็นนักเรียน พวกเราต้องท่องจำ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ต้องแปลความหมายให้ได้ด้วย แต่ก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งในวัยเรียนที่ผมไม่เคยลืม แม้เวลาจะล่วงเลยมานานเพียงไร
ผมคิดว่า โคลงของนายนรินทรฯ บทนี้ บรรยายสภาพและบรรยากาศของกรุงเทพฯ ได้ดียิ่ง แต่ก็นั่นแหละครับ เป็นภาพของกรุงเทพฯ เมื่อแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว ไม่ใช่กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน สิ่งที่ผมนึกถึงต่อมาคือเพลง “กรุงเทพราตรี” ของคณะสุนทราภรณ์ “โอ้ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร สมเป็นนครมหาธานี สวยงามนักหนายามราตรี งามเหลือเกินเพลิดเพลินฤดี ช่างงามเหลือที่จะพรรณ...” แต่ก็เห็นภาพกรุงเทพฯ แค่ถนนราชดำเนินยามราตรี ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะเป็นแหล่งบันเทิงของคนกรุงเทพฯ แต่ทุกวันนี้มีแต่อาคารที่แห้งแล้ง และอีกอย่างถ้าพูดถึงแหล่งบันเทิงยามราตรี คนรุ่นนี้ก็มักจะนึกถึงอาบ อบ นวด หรือคาราโอเกะ มากกว่าไนต์คลับชั้นดี ร้านอาหารรสเยี่ยม และสถานบันเทิงมีระดับ เช่นในอดีต ผมจึงต้องเลิกคิดถึงเพลง ”กรุงเทพราตรี”
ผมนึกถึงคำขวัญของกรุงเทพฯ เหมือนกันครับ ที่ว่า ”กรุงเทพฯ เมืองเทพสร้าง เป็นศูนย์กลางการปกครอง วัดวังงามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย” แต่ก็ยังคงรู้สึกว่า คำขวัญดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าของคำขวัญหรือสโลแกนที่ดี แต่เป็นการจับคำมาต่อกันอย่างไม่มีศิลปะและชั้นเชิง
ตอนนี้ก็กลับมาสู่ปัญหาเดิมที่ว่า จะเขียนถึงกรุงเทพฯ อย่างไร ให้เห็นภาพ ขณะเดียวกันก็ไม่ให้เลิศหรูเกินความเป็นจริง หรือนำเสนอมุมมืดของกรุงเทพฯ ผมยังไม่มีโอกาสได้อ่านข้อเขียนของนักเขียนชาติอื่น แต่ก็น่าเชื่อว่าจะอยู่ในแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน เพราะคงไม่มีใครอยากเอาหน้าตาชื่อเสียงเมืองหลวงของตนไปปู้ยี่ปู้ยำหรือสาวไส้ให้กากิน - ครับ งานที่ฟังดูเหมือนง่ายดาย แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยากไม่ใช่เล่นเหมือนกัน เพราะไม่ใช่เรื่องสมมุติ หรือเรื่องของตัวเองคนเดียว แต่คนที่อ่านจะต้องคิดว่า นี่เป็นข้อเขียนที่นักเขียน เขียนถึงเมืองหลวงของตนเอง ผิดถูกอย่างไรก็ต้องยกให้นักเขียนคนนั้น ซึ่งสิ่งนี้แตกต่างจากการที่เราไปเยือนเมืองหลวงของประเทศใดประเทศหนึ่งแม้เพียงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็กลับมาเขียนหนังสือได้เป็นคุ้งเป็นแคว ขณะที่หากให้คนพื้นเมืองเจ้าของสถานที่เขียนเอง อาจจะได้ไม่กี่บรรทัดเท่านั้น
ตอนนี้ ผมคงต้องขอเวลาไปเขียนเรื่องกรุงเทพฯ ให้เพื่อนศรีลังกาก่อนนะครับ
มีหนังสือมาแนะนำ 1 เล่ม ครับ “พูดให้ดี เป็นพิธีกรให้เก่ง...” โดยนิเวศน์ กันไทยราษฎร์ ผู้บรรยาย และพิธีกรมืออาชีพ (สนพ.คำไทย/150 บาท)



