ข่าว

เยเมนบนทางแพร่ง (3)

เยเมนบนทางแพร่ง (3)

20 มี.ค. 2558

เยเมนบนทางแพร่ง (3) : คอลัมน์ โลกมุสลิม โดย... ดร.ศราวุฒิ อารีย์

 
          เยเมนเหนือ-ใต้เป็นสองดินแดนที่ถูกแยกออกจากกันเป็นร้อยๆ ปี ทางเหนือเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมาน ส่วนทางใต้ถูกยึดครองโดยอังกฤษ ทั้งสองประเทศนี้เพิ่งรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเมื่อ 25 ปีก่อนนี้เอง ตอนที่แล้วผมได้เล่าพัฒนาการทางการเมืองของเยเมนเหนือก่อนเข้ารวมประเทศไปแล้ว วันนี้จึงขอเล่าเกี่ยวกับเยเมนใต้บ้าง
 
          นับตั้งแต่เยเมนใต้ได้รับเอกราชเมื่อ ค.ศ. 1967 และการยึดอำนาจโดยกลุ่มแนวหน้าเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติ (NLF) (ซึ่งต่อสู้กับจักรวรรดินิยมอังกฤษมาตลอดหลังจากที่อังกฤษเริ่มยึดครองเมืองท่าเอเดนใน ค.ศ.1839) ประเทศนี้ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมืองมาตลอด ผู้นำประเทศเลือกที่จะใช้ระบอบสังคมนิยมเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีความสุดโต่งมากกว่าระบอบที่เป็นอยู่ในซีเรียและอิรักขณะนั้น โดยได้นำรูปแบบของคิวบามาใช้ในหลายๆ ด้าน พร้อมกันนั้น คณะผู้ปกครองยังพัฒนาความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตเป็นหลัก
 
          ผู้นำคนสำคัญของกลุ่ม NLF มาจากสายของผู้ที่นิยมขบวนการชาตินิยมอาหรับ หรือ Arab Nationalist Movement ของจอร์จ ฮาบาช (George Habash) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดเหนือกลุ่มฝ่ายซ้ายแทบทั้งหมดในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนั้น ชัยชนะของกลุ่มฝ่ายซ้าย NLF ในเดือนกรกฎาคม 1969 นำไปสู่การให้คำมั่นสัญญาที่จะนำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแห่งเยเมน ไปสู่การจัดตั้งระบบสังคมนิยมที่เน้นการปฏิรูปแบ่งสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม เน้นเศรษฐกิจที่รัฐเป็นผู้ควบคุม มีโครงการทางสังคมและมอบสิทธิด้านการศึกษากับผู้หญิง ตลอดจนการปรับปรุงสถานภาพของพวกเธอให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
 
          ผู้นำสามคนที่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวคือ 1.อับดุลฟาตะฮ์ อิสมาอีล เลขาธิการใหญ่ของพรรค 2.อาลี นัซเซอร์ มุฮัมมัด นายกรัฐมนตรี 3.ซาลีม รูบัยยา อาลี ประธานาธิบดี
 
          ในช่วงที่เยเมนใต้เพิ่มความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตอยู่นี้ ผู้นำทั้ง 3 คนจึงตัดสินใจรวมกลุ่มฝ่ายซ้ายต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่ง (โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พรรคพิทักษ์ประชาชนบาอัธ (Bathist Peoples Vanguard Party) และสหภาพประชาธิปไตยประชาชนคอมมิวนิสต์ (Communist Peoples Democratic Union) แล้วตั้งพรรคสังคมนิยมเยเมน (Yemeni Socialist Party: YSP) ขึ้นมาแทน 
 
          ในวันที่ 11 ตุลาคม 1978 การประชุมใหญ่ครั้งแรกของพรรคสังคมนิยมเยเมน จึงได้จัดขึ้น แต่ปราศจากรูบัยยา เพราะเขาถูกประหารชีวิตหลังจากพยายามก่อรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม
 
          อย่างไรก็ตาม การปกครองของอิสมาอีลซึ่งขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ก็ไม่ได้อยู่ยืนยาว เพราะหลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวยุยงส่งเสริมให้ประเทศขัดแย้งกับเยเมนเหนือ และพยายามโดดเดี่ยวประเทศจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เขาจึงถูกเนรเทศออกไปอยู่กรุงมอสโก 
 
          ผู้นำที่ขึ้นมาแทนที่เขาคือมุฮัมมัด เขามีนโยบายในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหภาพโซเวียต แต่ขณะเดียวกันก็ปรับความสัมพันธ์ขั้นปกติกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบียหรือโอมาน ในแง่ของเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลใหม่ได้ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ มีการส่งเสริมบทบาทของภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มมากขึ้น
 
          แม้กระนั้นก็ตาม ความแตกแยกภายในก็ยังคงอยู่ อันเป็นสาเหตุมาจากความมักใหญ่ใฝ่สูงส่วนบุคคล มากกว่าที่จะเป็นความแตกต่างเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง 
 
          การกลับมาของอิสมาอีลใน ค.ศ.1985 ได้เพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองภายใน จนใน ค.ศ.1986 สงครามกลางเมืองได้เริ่มต้นขึ้นระหว่างผู้สนับสนุนอิสมาอีลกับฝ่ายของมุฮัมมัด ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างยากที่จะประเมินค่าได้ ผู้คนล้มตายหลายพันคนรวมทั้งบรรดาหัวหน้าพรรคต่างๆ และตัวอิสมาอีลเอง 
 
ส่วนมุฮัมมัดพร้อมทั้งกองทหารของเขา 7 หมื่นคน ได้ลี้ภัยไปขอความช่วยเหลือจากเยเมนเหนือ ส่วนเยเมนใต้ได้มีผู้นำคนใหม่ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคสังคมนิยมเยเมน แต่เนื่องจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในไม่กี่ปีถัดมา ประกอบกับความไร้เสถียรภาพและความอ่อนแอทางการเมืองภายใน ท้ายที่สุดเยเมนใต้ก็ต้องถูกนำเข้าไปรวมชาติกับเยเมนเหนือ