ข่าว

อนาคต 'ยิ่งลักษณ์' ริบหรี่ !

อนาคต 'ยิ่งลักษณ์' ริบหรี่ !

20 มี.ค. 2558

อนาคต 'ยิ่งลักษณ์' ริบหรี่ ! : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

 
                            อนาคต “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ดูเหมือนจะยิ่งมืดมนมากขึ้น หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองรับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเธอในคดีสืบเนื่องมาจาก “โครงการรับจำนำข้าว” โครงการสำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทย
 
                            ข้อหาของ “ยิ่งลักษณ์” คือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123/1 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
 
                            บทลงโทษ คือ จำคุก 1-10 ปี หรือ ปรับ 2,000- 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
                            ต้องไม่ลืมว่า นี่ไม่ใช่คดีแรกที่ “ยิ่งลักษณ์” ถูกดำเนินการอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว โครงการหนึ่งในบรรดาโครงการที่ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา เธอถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนด้วยคะแนนท่วมท้น 190-18 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ทำให้เธอกลายเป็น “นักการเมืองคนแรกที่ถูกถอดถอน” หลังจากที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ “เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย” โดยผลจากการถูกถอดถอนทำให้เธอถูกตัดสิทธิทางการเมืองทันที 5 ปี
 
                            ยังไม่จบแค่นั้น เพราะ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการยกร่างอยู่นี้ ล่าสุดได้วางเงื่อนไขที่ทำให้ขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส. และการเป็นรัฐมนตรี ว่า “เคยถูกถอดถอน” นั่นหมายความว่า ถ้ากติกานี้คลอดออกมาบังคับใช้ “ยิ่งลักษณ์” จะไม่สามารถกลับมาเล่นการเมืองได้อีก
 
                            สำหรับเงื่อนไขว่าผู้ที่เคยถูกถอดถอนไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.และเป็นรัฐมนตรีได้นี้ เป็นเงื่อนไขที่เคยถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นกัน
 
                            นอกจาก “ยิ่งลักษณ์” ที่จะขาดคุณสมบัติในการกลับมาเล่นการเมือง “ตลอดชีวิต” พี่ชายของเธอ คือ อดีตนายกฯ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็เช่นกัน โดยขาดคุณสมบัติเนื่องจากเคยถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
 
                            นอกจากนี้ “ยิ่งลักษณ์” ยังจะถูกฟ้องคดีแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวด้วย โดยเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อให้ดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจาก “ยิ่งลักษณ์” ด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการในเรื่องนี้ โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย โดยบอกว่า กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องทางแพ่ง “ยิ่งลักษณ์” ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน ในคดีระบายข้าวแบบจีทูจี
 
                            ทั้งนี้ คดีเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เผชิญอยู่นี้ คือ คดีถอดถอน คดีอาญา และคดีแพ่ง มีต้นทางมาจากที่เดียวกัน คือ ป.ป.ช.
 
 
 
อนาคต 'ยิ่งลักษณ์' ริบหรี่ !
 
 
 
                            ในส่วนของคดีอาญานั้น โฟกัสอยู่ที่วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่งในวันนั้น “ยิ่งลักษณ์” จะต้องมาศาล หากเธอมา ศาลก็จะดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป และในวันนั้นศาลจะต้องพิจารณาเรื่องการให้ประกันตัวยิ่งลักษณ์ รวมถึงเรื่องการเดินทางออกนอกประเทศด้วย จากที่ก่อนหน้านี้เธอเคยยื่นขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ แต่ คสช.ไม่อนุญาต โดยบอกให้รอศาลเป็นผู้พิจารณาเอง ทั้งนี้ในคดีสำคัญๆ ศาลมักจะกำหนดเงื่อนไขว่าหากจะเดินทางไปต่างประเทศต้องขออนุญาตศาลก่อน
 
                            แต่หากไม่มา ศาลจะต้อง “ออกหมายจับ” เพื่อนำตัวเธอมาขึ้นศาล และในระหว่างที่ยังไม่ได้ตัวมา ศาลจะต้องจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวด้วย นั่นคือ หาก “ยิ่งลักษณ์” ไม่ไปปรากฏตัวต่อศาลในวันพิจารณาคดีครั้งแรก ศาลจะไม่สามารถเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีได้ ในกรณีนั้นก็หมายถึง “ยิ่งลักษณ์” หนี!
 
                            หากเทียบกับ “ทักษิณ” ในส่วนคดีซื้อที่ดินรัชดาภิเษกนั้น ทักษิณเลือก “หนี” ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา คือ ในช่วงแรกเขาก็ไปปรากฏตัวที่ศาล อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายคดีที่ทักษิณไม่ได้ไปศาลในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ทำให้ศาลต้องจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว และออกหมายจับเพื่อนำตัวมาพิจารณาคดี
 
                            มีการมองว่า หาก “ยิ่งลักษณ์” จะหนี เธอควรจะหนีตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาไม่ได้
 
                            อย่างไรก็ตาม หากถอดความจากสิ่งที่ “ยิ่งลักษณ์” สื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของเธอ ประโยคหนึ่งของเธอคือ “ดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่จะนำมาพิสูจน์ความจริงต่อศาล” ซึ่งจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากตีความว่า “ยิ่งลักษณ์ประกาศ สู้...ไม่หนี”
 
                            สำหรับเนื้อหาโดยรวมที่ “ยิ่งลักษณ์” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กนั้น จะคล้ายๆ กับสิ่งที่เคยพูดมาก่อนหน้านี้ คล้ายๆ กับบางช่วงบางตอนที่พูดในตอนแถลงปิดคดีถอดถอนต่อ สนช. คือ
 
                            1.ยืนยันถึงการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต “ในระบอบประชาธิปไตย”
 
                            2.ย้ำเรื่องชาวนาชาวไร่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด บอกว่า “โครงการรับจำนำข้าว” เป็นโครงการที่จะมายกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา โดยเป็นโครงการที่ได้รับ “ฉันทามติ”จากประชาชนในวิถีทางประชาธิปไตย
 
                            3.เน้นเรื่อง “หลักนิติธรรม” ในกระบวนการยุติธรรม โดยตอกย้ำว่าเธอไม่ได้รับความเป็นธรรมในขั้นตอนการพิจารณาของ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด จึงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมในชั้นศาล “ขอให้มีการพิจารณาอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ปราศจากอคติใดๆ”
 
                            4.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดวิพากษ์วิจารณ์ กดดัน หรือชี้นำทางการเมือง จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีเสร็จ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝ่ายยิ่งลักษณ์จะบอกเสมอว่า สิ่งที่กังวลที่สุดคือ “กระแสกดดัน” ไปยังองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องตัดสินใจในคดีของยิ่งลักษณ์ ซึ่งที่ผ่านมา คือ ป.ป.ช. และ สนช.
 
                            สำหรับขั้นตอนการพิจารณาคดี หากสามารถเริ่มได้ตามปกติ ตามข้อบังคับการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ศาลจะนัดพิจารณาต่อเนื่องกันทุกวันทำการ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ เพื่อความรวดเร็ว โดยระยะเวลาในการพิจารณาคดีอาญานักการเมืองที่ผ่านมาจะอยู่ที่ประมาณ 6-12 เดือน
 
                            อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากนับระยะเวลาในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก จาก 19 มีนาคม วันสั่งคดี ไปถึงวันที่ 19 พฤษภาคม นานถึง 2 เดือนเต็ม ขณะที่ปกติที่ผ่านมา ระยะเวลานัดครั้งแรกนับจากวันสั่งคดีส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 6 สัปดาห์ หรือ 45 วัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าที่ครั้งนี้ศาลให้เวลาไปถึง 2 เดือนเพราะศาลคงไม่อยากให้ถูกมองว่า เร่งรัด เร่งรีบพิจารณาคดี อย่างที่ฝ่ายยิ่งลักษณ์เคยกล่าวหาในเรื่องขั้นตอนการพิจารณาของ ป.ป.ช.
 
                            จากนี้ “ยิ่งลักษณ์” คงต้องนับถอยหลังสู่วันที่ศาลจะตัดสินอนาคตของเธอ ซึ่งดูเหมือนจะ “ริบหรี่” เต็มที!!
 
 
 
 
 
 
------------------------
 
(อนาคต 'ยิ่งลักษณ์' ริบหรี่ ! : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)