ข่าว

นักวิชาการแนะ 3 มาตรการ กอบกู้วิกฤติสหกรณ์

นักวิชาการแนะ 3 มาตรการ กอบกู้วิกฤติสหกรณ์

20 มี.ค. 2558

นักวิชาการแนะ 3 มาตรการ กอบกู้วิกฤติสหกรณ์ : โดย...สิทธิชัย นครวิลัย

 
                            สมาชิกต้องรู้จักหน้าที่ รู้จักดูงบการเงินต่างๆ เพื่อร่วมกันติดตามการบริหาร 
 
 
                            วันที่ 20 มีนาคม ศาลล้มละลายกลาง ได้นัดฟังการพิจารณาคำสั่ง ตามที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด (สคจ.) ยื่นคำร้องขอ “ฟื้นฟูกิจการ” ต่อศาล โดยหวังจะเป็นทางออกจากวิกฤติฉ้อฉลภายในองค์กรของอดีตกลุ่มผู้บริหารเพียงไม่กี่คน
 
                            การพิจารณามีคำสั่งครั้งนี้จึงไม่ต่างจากการ “ชี้ชะตา” ​สหกรณ์แห่งนี้ว่าจะได้รับการ “โอบอุ้ม” จากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยคณะทำงานที่เสนอจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ หรือจะให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ประกาศหาผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการก็ตาม
 
                            หรือจะถูก “ลอยแพ” ยกคำร้องแล้วปล่อยให้ล้มละลายไป โดยให้สหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ และสมาชิกที่ได้รับความเสียหายไปฟ้องร้องเอาเอง
 
                            แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่าคำสั่งศาลจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ของสหกรณ์ ไปได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ทว่าในมุมมองของ ผศ.เต็มใจ สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ทรงวุฒิ คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ กลับเห็นว่า "การฟื้นฟู" เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และมีโอกาสไม่บรรลุเป้าหมายดังที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้
 
                            “ไม่เชื่อว่าการฟื้นฟูกิจการ สหกรณ์คลองจั่น จะทำให้กิจการของสหกรณ์กลับมาดำเนินงานได้ตามเดิม หรือจะกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกในกลุ่มได้อีก เนื่องจากจำนวนเงินที่ถูกฉ้อโกงไปมีมากกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท”
 
                            เขาตั้งคำถามว่า การฟื้นฟูกิจการอาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้พัฒนากิจการให้กลับคืนมาได้ แต่หากการฟื้นฟูนี้สามารถทำกำไรได้ปีละ 400 ล้านบาท จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยกี่ปีถึงจะครบตามจำนวนเงินที่เสียหายไป
 
                            ส่วนการให้ความช่วยเหลือจากรัฐ หรือการโอบอุ้มจากรัฐบาลนั้น เขาเห็นว่า ควรวินิจฉัยถึงความเหมาะสมระหว่างการล่มสลายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เป็นปัจจัยด้านลบจากภายนอก กับการล้มละลายจากการทุจริตที่เกิดจากความฉ้อฉล ซึ่งรัฐบาลควรติดตามทวงคืนจากผู้กระทำผิดเพื่อนำมาเยียวยาผู้เสียหายเป็นลำดับแรก
 
                            “ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง จากมูลค่าที่ถูกยักยอกฉ้อโกงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท จะเอาความเชื่อมั่นจากที่ไหนมาให้การสนับสนุน หรือหากต้องให้สหกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ ก็คงต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกก่อน ซึ่งเชื่อว่าการยักยอกระดับนี้ ไม่มีสมาชิกกลุ่มสหกรณ์ที่ใดอยากยุ่งเกี่ยวด้วย ทางที่ดีควรไล่บี้คนที่เอาผลประโยชน์ของสหกรณ์ไปมาลงโทษแล้วทวงคืนเงินมาชดเชยแก่สมาชิกให้ได้ จะเหมาะสมกว่า”
 
                            ดังนั้น เขาจึงเสนอให้ หนึ่ง “ยุบ” แล้วตั้งสหกรณ์ขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ พร้อมกับตั้งคนที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเสียสละมาบริหารสหกรณ์ขึ้นมาใหม่
 
                            สอง กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญการตรวจสอบบัญชีของนายทะเบียน เพราะเชื่อว่าขีดความสามารถของกรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาบานปลาย   
 
                            “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลตัวเลข อาจย้ายกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปสังกัดกระทรวงการคลัง เนื่องจากเป็นกระทรวงที่มีบุคลากรที่พร้อมถ่ายทอดความรู้ เทคนิค หรือการใช้เครื่องมืออันเป็นดัชนีชี้วัดที่แม่นยำในการตรวจบัญชี”
 
                            สาม เพิ่มการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมแก่สมาชิกสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันปัญหาได้เป็นอย่างดี
 
                            อย่างไรก็ดี เขาบอกว่า หลักการสหกรณ์ โดยเฉพาะหลักการที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง “ปกครองตนเองและความเป็นอิสระ” นั้น สมาชิก กรรมการและพนักงานสหกรณ์ต้องสำนึกและตระหนักว่า สหกรณ์เป็นองค์กรที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง และ “ปกครองตนเอง”
 
                            ผู้ทรงคุณวุฒิรายนี้ อธิบายว่า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็น 1 ใน 7 ประเภทของสหกรณ์ และเป็นสถาบันการเงินของชุมชนที่เน้นเรื่อง “เงิน” มากกว่าเรื่อง “หุ้นส่วน” โดยหลักการที่สำคัญที่สุดของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คือ “เจตนารมณ์สร้างความสำนึกรับผิดชอบในสถาบัน” (สหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิก) เพื่อช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
 
                            “สหกรณ์ประเภทเครดิตยูเนี่ยน จะมีวิธีการฝึกอบรม ทดสอบ เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีเจตารมณ์ร่วมกันที่ดี เช่นเดียวกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในต่างประเทศ ที่ได้ร่วมสร้างประโยชน์จากการช่วยเหลือสังคมไว้อย่างมากมาย”
 
                            ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นอีกประเภทหนึ่งของสหกรณ์ ดำเนินงานในฐานะสถาบันการเงินของผู้มีเงินได้ประจำ เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ประชาชน และเนื่องจากเป็นการรวบรวมเงินของผู้มีรายได้ และต้องทำให้พวกเขามีเงินใช้จ่ายในยามเกษียณ จึงมีการจัดสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มนี้
 
                            เขาอธิบายอีกว่า หากเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์แล้ว ต้องการมีเงินบำนาญใช้เดือนละ 20,000 บาท เมื่อเกษียณตอนอายุ 60 ปี ก็จะคำนวณได้ว่า ควรมีหุ้นสะสมไปทุกๆ เดือน เดือนละเท่าไร ซึ่งรัฐได้อุดหนุนประชาชนที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ด้วยการยกเว้นภาษีทุกอย่าง รวมถึงเงินปันผลด้วย
 
                            ย้อนกลับไปที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นการเน้นเงินฝากจึงพยายามรวบรวมเงินฝากมาเพื่อให้เครดิตแก่สมาชิกที่มีความต้องการเงิน โดยมีกติกาความเป็นสมาชิกที่ต้องการเงิน 3 แบบ คือ ต้องเป็นสมาชิก ต้องเป็นสหกรณ์ด้วยกัน และต้องเป็นสมาชิกสมทบที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง 
 
                            แต่การบริหารของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ผ่านมา กลับเป็นแบบ “วันแมนโชว์” คือ ผู้บริหารเพียงคนเดียว สามารถสั่งได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องผ่านที่ประชุม อีกทั้งระบบสมาชิกสมทบที่เป็นนิติบุคคลของสหกรณ์คลองจั่น มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างนิติบุคคลกับประธานบริหารสหกรณ์ จึงเป็นช่องทางในการนำเงินสหกรณ์ออกมาหมุนเวียนโดยมิชอบ
 
                            ยกตัวอย่างปัญหาจากความไม่รู้ในระบบบัญชี โดยนำผลการตรวจสอบของกรมตรวจสอบบัญชี ในปี 2556 ขึ้นมาอธิบายว่า ในปีดังกล่าวสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมีสินทรัพย์มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท เงินกองทุน 5,000 ล้านบาท ในเมื่อระบบบัญชีจากซ้ายไปขวา คือ “สินทรัพย์ เท่ากับ เงินทุน และ หนี้สิน (เงินฝาก)” ฉะนั้น สหกรณ์แห่งนี้ควรจะมีเงินฝากประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท 
 
                            แต่บางกรณีตัวเลขของรายได้ของสหกรณ์กลับมีความผิดปกติ คือ มีรายได้รับจริง 500 ล้านบาท แต่มีรายได้ค้างรับสูงถึง 1,000 ล้านบาท ซึ่งในระบบบัญชี รายได้ที่ยังไม่ได้รับ อาจหมายถึง จำนวนเงินที่คำนวณจากดอกเบี้ยเงินกู้ของสมาชิกที่ยังไม่ได้รับมาเป็นเวลา 1 ปี ถูกนำมาคำนวณรวมเป็นรายได้
 
                            “จะเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมของสมาชิกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด คือจะต้องดู อ่าน ข้อมูลให้เป็นและมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนอยู่แล้ว”
 
                            นักวิชาการผู้นี้ ระบุด้วยว่า ดังนั้นสมาชิกทุกคนต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง และต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันบนความเป็นธรรม ตั้งแต่การเลือกกรรมการบริหารสหกรณ์ ก็ต้องรู้จักเลือกคนดี มีความเสียสละ รู้จักดูงบการเงินต่างๆ เพื่อร่วมกันติดตามการบริหาร มิเช่นนั้นสหกรณ์บางแห่งที่มีสมาชิกกว่า 5 แสนคน มีเงินทุนดำเนินงาน เงินฝากจำนวนมหาศาล ก็อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่พวกพ้องหรือโยงให้ไปเป็นฐานเสียงของนักการเมืองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
 
                            กระนั้นก็ตาม เขาเชื่อมั่นว่า สหกรณ์ คือ องค์กรที่ดีที่สุดของผู้ที่ทำงานหรือคนที่อยู่ในสังคม เพราะไม่มีสถาบันการเงินไหนที่มีเงินกองทุนเกิน 50% ของสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งสินทรัพย์เสี่ยงคือเงินที่จะให้สมาชิกกู้ นั่นหมายถึงสหกรณ์เป็นระบบที่มีความมั่นคงสูงนั่นเอง
 
 
 
 
 
------------------------
 
(นักวิชาการแนะ 3 มาตรการ กอบกู้วิกฤติสหกรณ์ : โดย...สิทธิชัย นครวิลัย)