
แดงเดือดนี้ชี้ชะตาแมนฯ ยูไนเต็ด
21 มี.ค. 2558
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : แดงเดือดนี้ชี้ชะตาแมนฯ ยูไนเต็ด
ศึกแดงเดือดที่แอนฟิลด์สุดสัปดาห์นี้ระหว่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กับ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่ามาในช่วงที่ประจวบเหมาะกับการที่ทั้งสองทีมกำลังต้องการแต้มเพื่อลุ้นโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้า แน่นอนว่าแต้มในเกมนี้มีความสำคัญต่อทั้งสองทีม แต่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว ดูจะมีความสำคัญมากกว่า ถึงขั้นที่ว่าเป็นเกมชี้ชะตาสำหรับทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล เลยก็ว่าได้
ที่บอกว่าเกมนี้เป็นเกมสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ก็เพราะว่านัดนี้อาจจะเป็นการบ่งบอกได้ว่าทีมปีศาจแดงจะได้กลับไปเล่นในถ้วยใหญ่ของยุโรปหรือไม่ หลังจากที่ตอนนี้ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล น่าจะติดลมบนไปแล้ว และคงรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้เหมือนหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าอีกหนึ่งโควตาของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เหลือ น่าจะเป็นการวัดกันของสองคู่แข่งสีแดงอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าก่อนเกมสัปดาห์นี้ ปีศาจแดงจะมีแต้มนำหน้าหงส์แดงอยู่ 2 แต้ม แต่จากโปรแกรมที่เหลือของทั้งสองทีม ทำให้เชื่อได้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะแพ้ในนัดนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากว่าแพ้หมายความว่า ลิเวอร์พูล จะแซงขึ้นมานำ และจากโปรแกรมอีก 8 นัดที่เหลือ ทีมอย่าง ลิเวอร์พูล ที่พ้นช่วงรันอินฤดูกาลนี้ไปแล้ว น่าจะรักษาอันดับของตัวเองได้แบบไม่ลำบาก
ในเรื่องของโปรแกรมที่เหลืออยู่ ถือว่ากดดัน แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งว่าบุกไปชนะลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ และหนีห่างเป็น 5 แต้มได้ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่แน่นไม่นอนอยู่ดี เนื่องากโปรแกรมที่เหลืออยู่ต้องเจอกับทีมใหญ่แบบครบเซตทั้ง "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี, "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี และ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล
หลังจากผ่านเกมแดงเดือดในสัปดาห์นี้แล้วต้นเดือนหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด มีโปรแกรมเปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ด พบกับ "สิงห์ผยอง" แอสตัน วิลลา ที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากกับการเก็บ 3 แต้ม หลังจากที่หลายคนเชื่อว่า หลุยส์ ฟาน กัล ได้ค้นพบระบบการเล่นลงตัวแล้วกับระบบ 4-3-3 ที่ใช้ในเกมเอาชนะ "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส 3-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
จากนั้นจะได้เปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ด พบกับ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี ซึ่งไม่ว่า ซิตี จะลุ้นแชมป์หรือไม่ แต่ยังไงเกมดาร์บีแมทช์ เกมนี้ต้องใส่เต็มแน่นอน ขณะที่เกมต่อไปต้องไปเยือน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ หากไม่ดีจริงโอกาสจะเก็บแต้มคงยาก
มาถึงวันที่ 26 มีนาคม ต้องไปเยือน "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน ปาร์ค และน่าจะเป็นช่วงที่ เอฟเวอร์ตัน ยังต้องการแต้มเพื่อความมั่นคงว่าจะไม่ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ก่อนที่ทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล จะได้เจอกับงานเบา 2 นัดด้วยการพบกับ เวสต์บรอมวิช และไปเยือน คริสตัล พาเลซ
เกมสองนัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นอีกครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องลุ้นเหนื่อยกับการเปิดบ้านพบอาร์เซนอล ทีมที่พวกเขาเคยแพ้คารังมาแล้วในศึกเอฟเอ คัพ และนัดสุดท้ายของฤดูกาลต้องไปเยือน ฮัลล์ ซิตี ซึ่งเจ้าถิ่นอาจจะไม่ใช่ทีมที่แข็งแกร่งอะไรนัก แต่อย่าลืมว่าเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลจะเป็นทีมที่เจ้าถิ่นใส่เต็มที่ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเองเสมอมา
ขณะที่โปรแกรมของลิเวอร์พูล หลังศึกแดงเดือดไปแล้วดูจะดีกว่ามาก ต้องเจอทีมใหญ่เพียงแค่ 2 ทีมคือ อาร์เซนอล และเชลซี อีกทั้งช่วงนี้ด้วยฟอร์มที่กำลังมั่นใจผสมกับโชคชะตาที่กลับมาเข้าข้างอีกครั้ง หงส์แดง มั่นใจเต็มที่ว่าจะสามารถมีแต้มจากทั้งสองทีมได้ ส่วนเรื่องกวนใจก็น่าจะเป็นเรื่องของเกม เอฟเอ คัพ ที่หวังว่าจะไปได้ต่อจนถึงเกมชิงชนะเลิศ
หลังจากเกมแดงเดือดไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร โอกาสกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ยังอยู่ในมือของ ลิเวอร์พูล เอง แต่ผลการแข่งขันในเกมวันอาทิตย์นี้ ยังไงก็ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาจจะมีผลในเรื่องของสภาพจิตใจ และทำให้ หงส์แดง เป๋ได้
หากว่า ลิเวอร์พูล เกิดแพ้คาบ้านขึ้นมา การตามหลัง 5 แต้ม ย่อมมีผลกับสภาพจิตใจของผู้เล่น ยิ่งเกมต่อจากนั้นต้องไปเยือน "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ด้วยแล้ว ถือว่าอันตราย เพราะทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็เข้ารอบเอฟเอ คัพ ไปแล้ว รวมทั้งตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปแล้ว ดังนั้นจึงมุ่งสมาธิเต็มที่กับการโกยแต้มสำหรับการเป็นอันดับ 3 และช่วงท้ายฤดูกาลจะได้ไม่ต้องเหนื่อยลงมาลุ้นกับทั้ง แมนฯยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ หลุยส์ ฟาน กัล และทีมงานหวังเอาไว้
ถัดจากเกมกับอาร์เซนอล แล้ว ลิเวอร์พูล ต้องกลับไปเล่นเกมเอฟเอ คัพ นัดรีเพลย์ที่ต้องไปเยือน แบล็คเบิร์น จากนั้นมีโอกาสชนะ 4 นัดรวดด้วยการพบกับ นิวคาสเซิล, เยือน ฮัลล์ ซิตี, เยือน เวสต์บรอมวิช และเปิดบ้านรับ ควีนส์ปาร์ค
หากว่าชนะได้ 4 นัดรวดตามเป้าที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส วางเอาไว้ สถานการณ์สำหรับวันที่ 9 พฤษภาคม ลิเวอร์พูล ก็มีโอกาสที่ดีในการไปเยือน เชลซี ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วง 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เจ้าถิ่นอาจจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปแล้วว
แน่นอนว่ายังไง เชลซี คงไม่ให้ ลิเวอร์พูล มาหยิบแต้มที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ง่ายๆ แต่ในเรื่องของแรงจูงใจแล้ว ก็คงไม่เหมือนกับช่วงที่ต้องการแต้มเพื่อคว้าแชมป์ หรือหากว่า ลิเวอร์พูล แพ้ มือเปล่ากลับจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ เกมสองนัดสุดท้ายของฤดูกาลก็ยังมีอีก 6 แต้มรออยู่ในการพบกับ คริสตัล พาเลซ และไปเยือน สโตค ซิตี
จากสถานการณ์ที่เหลืออยู่ของทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล จะเห็นกันชัดว่า ปีศาจแดง ไม่สามารถผิดพลาดกับเกมที่แอนฟิลด์ได้เลย หรือแม้กระทั่งบุกไปชนะ ลิเวอร์พูล ได้ ก็ยังต้องลุ้นหนักอยู่ดี
ชะตาของแมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาลนี้จะเป็นอย่างไร ต้องดูผลการแข่งขันที่แอนฟิลด์เป็นอันดับแรก แล้วค่อยว่ากัน
------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



