ข่าว

‘แม้ไม่มีเสียงพูดสื่อสาร’ก็ไม่เป็นอุปสรรคของรักแท้

‘แม้ไม่มีเสียงพูดสื่อสาร’ก็ไม่เป็นอุปสรรคของรักแท้

19 มี.ค. 2558

‘แม้ไม่มีเสียงพูดสื่อสาร’ก็ไม่เป็นอุปสรรคของรักแท้ : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ โดย....อายุทัย นนท์นิติรัตน์

 
          "ศรี" ผ่องศรี ดงเย็น หรือโอกะ สาวใหญ่วัย 44 ปี ทิ้งชีวิตจากสาวชาวไร่ พ่อและพี่ชายบ่ายหน้าเดินทางจากบ้านเกิดที่เมืองกว๊านพะเยา พร้อมกับพกพาความมุ่งมั่น "ชีวิตต้องลืมตาอ้าปากให้ได้" ไปใช้ชีวิตตามลำพังที่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี ไปเป็นสาวเสิร์ฟ-ล้างจ้างในร้านอาหารไทยที่เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 5 โมงเย็น หวังนำรายได้ส่งไปจุนเจือครอบครัวและให้พ้นเส้นแบ่งของความยากจน 
 
          ภายหลังมาใช้ชีวิตในแดนปลาดิบได้ประมาณ 2 ปี เธอก็ได้พบรักกับหนุ่มชาวญี่ปุ่นก่อนจะตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนมีพยานรักเป็นลูกสาว 1 คน ปัจจุบันอายุได้ 19 ปี แต่เส้นทางของความรักมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อทัศนคติไม่ตรงกันทำให้ต้องเลิกรากันไปหลังร่วมหอลงโรงกันมานาน 14 ปีส่วนลูกสาวฝ่ายอดีตสามีรับผิดชอบเลี้ยงดูไป แม้จะเลิกรากับสามีชาวญี่ปุ่น "ผ่องศรี" ก็ยังใช้ชีวิตและทำงานที่ร้านอาหารไทยซึ่งถือเป็นบ้านหลังที่สองของเธอต่อไปเหมือนเดิม แต่เหมือนฟ้าจะลิขิตให้หัวใจไม่เดียวดายหลังจากที่ตกพุ่มม่ายมา 2 ปี เบื้องบนได้ส่งคู่แท้ "โอกะ เซอิจิ" ชาวญี่ปุ่นได้มาใช้บริการที่ร้านอาหารที่เธอทำงานทันทีที่ทั้งสองพบกันเสมือนรู้จักกันมานาน 
 
          "ครั้งแรกที่เราได้พบกัน เพียงแค่เห็นหน้ากันก็รู้สึกถูกชะตากันโดยทันที จากรูปร่างลักษณะภายนอกที่มองคุณโอกะรู้สึกได้เลยว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนมีจิตใจที่ดีอย่างแน่นอนและเปรียบเสมือนบุพเพสันนิวาส ขณะที่คุณโอกะก็ถูกชะตากับดิฉันไม่แพ้กัน" ผ่องศรีย้อนอดีตอันหวาน 
 
          "โอกะ เซอิจิ" ปัจจุบันอายุ 75 ปี อดีตเป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งที่เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ตกพุ่มม่ายเหมือนกัน ภายหลังภรรยาเสียชีวิตไปนานแล้ว มีลูกชาย 2 คน โดยใช้ชีวิตหลังเกษียณและลูกชายเป็นผู้สืบทอดดูแลบริษัทต่อไป หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตก็ไม่ได้คิดที่จะหาภรรยาใหม่ แต่เมื่อพอได้มาเจอกับ "ผ่องศรี" ทำให้รู้สึกถูกชะตากับเธอมาก อยากทำความรู้จักให้มากยิ่งขึ้น 
 
          หลังจากที่ทั้งคู่ได้ลองคบและศึกษากันทำให้ทั้งสองพบว่ามีความสุขเสมือนเป็นการมาเติมเต็มในส่วนที่ขาดไปในชีวิต แต่ในความรักนั้นย่อมมีอุปสรรค ซึ่งแน่นอนว่าคนรอบข้างมองว่า "ผ่องศรี" คบ "โอกะ" เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเงิน เนื่องจากอายุต่างกันกว่า 30 ปี ทั้งที่เธอยืนยันว่าไม่ทราบถึงหน้าที่การงานของเขาเลยและแน่นอนใครเล่าจะรู้ถึงความจริงใจความรักแท้ที่ตนมีให้ต่อโอกะ ระยะเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ 
 
          ต่อมาหลังจากอยู่กินด้วยกันประมาณ 3 ปีที่ประเทศญี่ปุ่น โอกะเกิดล้มป่วยอย่างหนัก เมื่อแพทย์ตรวจพบเป็นโรคมะเร็งกล่องเสียงขั้นรุนแรงถึงขั้นต้องตัดกล่องเสียงทิ้งทำให้โอกะไม่มีเสียงที่จะพูดและสื่อสารกับคนรอบข้างอีกต่อไป ช่วงเวลาที่โอกะป่วยนั้นถือเป็นบททดสอบรักแท้ของผ่องศรี ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่โอกะรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์โรคมะเร็งที่ประเทศญี่ปุ่น เธอไม่ได้ห่างหายไปไหน ได้ทำหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดเฉกเช่นภรรยาดูแลสามีอันเป็นที่รักและเธอดูแลเกือบจะทุกอย่างที่นอกเหนือจากการรักษาพยาบาลมาโดยตลอด เนื่องจากโอกะไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้เลย ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงทำให้บรรดาครอบครัวของโอกะได้เห็นถึงความจริงใจที่แท้จริงทำให้เกิดการยอมรับในตัวเธอ 
 
          กระทั่งเมื่อโอกะฟื้นจากการรักษาตัวสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะสื่อสารได้ด้วยเสียงพูดอีกต่อไป ช่วงที่ผ่องศรีดูแลอย่างใกล้ชิดทำให้โอกะเห็นถึงความรักที่มีให้และซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากจึงได้อยู่กินกันมายาวนานกว่า 10 ปี 
 
          "ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา คุณโอกะไม่มีเสียงพูด ทำให้ยากต่อการสื่อสารเป็นอย่างมาก แม้ว่าดิฉันจะพูดและฟังภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วแต่ก็ไม่สามารถที่จะอ่านเขียนภาษาญี่ปุ่นได้เลย จึงเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่สามารถที่จะกีดกั้นความรัก ความจริงใจที่มีให้ต่อกันได้ ต่างคนต่างพยายามใช้ความเข้าใจโดยใช้วิธีสื่อสารจากการอ่านปากเป็นช่องทางการสื่อสารสำคัญของเรา" ผ่องศรีกล่าว 
 
          ผ่องศรี ให้ข้อคิดว่าจะใช้เพียงแต่ความอดทนหรือความเข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความรักและความจริงใจที่มีให้ต่อกันเป็นหัวใจสำคัญที่จะอยู่ร่วมกันได้ หลังจากนั้นเธอกับโอกะได้ตกลงมาใช้ชีวิตบั้นปลายโดยเลือก จ.เชียงใหม่ เนื่องจากทั้งคู่ชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศที่ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป อีกทั้งประเพณีวัฒนธรรมที่สวยงาม รวมถึงความน่ารักของชาวเชียงใหม่ การตัดสินใจมาอยู่ที่เชียงใหม่อย่างถาวรนั้น ครอบครัวของทั้งสองก็พึงพอใจเนื่องจากทั้งคู่สามารถที่จะดูแลซึ่งกันและกันได้ และล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา ก็ได้จดทะเบียนสมรสที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ให้ถูกต้องตามประเพณีไทย 
 
          "การกินอยู่ของเราจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ชอบรับประทานอาหารโดยฝีมือของศรี จะทำอาหารญี่ปุ่นให้คุณโอกะรับประทานตลอด เนื่องจากไม่สามารถรับประทานอาหารไทยที่มีรสจัดได้ โดยแผนในอนาคตจะกลับไปเยี่ยมเยือนประเทศญี่ปุ่นปีละประมาณ 1-2 ครั้ง และตัดสินใจจะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอยู่ที่ประเทศไทยตลอดไป" 
 
........................................
(หมายเหตุ ‘แม้ไม่มีเสียงพูดสื่อสาร’ก็ไม่เป็นอุปสรรคของรักแท้ : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์  โดย....อายุทัย นนท์นิติรัตน์  )