
'บิ๊กตู่'เมินนักการเมืองไม่ร่วมมือปฏิรูป
17 มี.ค. 2558
'นายกฯ' เผยลดระดับอัยการศึกมากแล้ว เมินนักการเมืองไม่ร่วมมือปฏิรูป ไฟเขียวกู้ 5.7 หมื่นล้าน โครงการน้ำ-ถนน ชี้ ร.ร.กวดวิชา เป็นกิจการที่ต้องจ่ายภาษี
17 มี.ค. 58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึกในขณะนี้ ที่ประธาน สนช.เสนอให้มีการผ่อนปรนลง ว่า ตอนนี้ได้ลดระดับการบังคับใช้กฎอัยการศึกเกี่ยวกับการดำเนินคดีไปมากแล้ว และได้สั่งการให้ดำเนินคดีต่างๆ ด้วยกฎหมายปกติ แม้จะสามารถสืบสวนสอบสวนและจับกุมโดยทันที แต่การดำเนินคดีก็จะให้ใช้กฎหมายปกติ โดยจะใช้ศาลทหารให้น้อยที่สุด เว้นแต่คดีที่มีความร้ายแรง จึงอยากให้ทุกคนสบายใจ ตอนนี้เราพยายามลดระดับทุกอย่าง ขณะนี้กำลังหามาตรการอื่นๆ อีกด้วย
เมินนักการเมืองไม่ร่วมมือปฏิรูป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ประเทศไทยถือว่ายังมีวิกฤติ จึงอยากให้ทุกคนใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่วมมือกันเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ส่วนนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยไม่อยากทำก็ปล่อยเขาไป ตนไม่สนใจ เพราะสนใจแต่คนที่ลำบากและอนาคตของประชาชน และรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มาจากการเมือง และไม่ต้องมาย้ำบ่อยๆ ว่ามาจากอะไร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หากนักการเมืองไม่ให้ความร่วมมือเรื่องการปฏิรูปก็ไปไม่ได้ เพราะการปฏิรูปต้องใช้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการออกกฎหมาย และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่วางโครงสร้างการปฏิรูป เพื่อไม่ให้ปัญหาเก่ากลับมาอีก และต้องยอมรับกันว่าปัญหาเก่า คือ การทุจริต การบริหารราชการที่มีปัญหา การใช้งบประมาณไม่ทั่วถึง รวมถึงการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งเป็นพวกเป็นฝ่าย และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาเป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองดีหมด ยืนยันว่าทุกวันนี้เป็นประชาธิปไตย 90% แต่ก็ต้องมีเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้คนไม่ดีออกมาทำแบบเดิมด้วย และหากทุกคนร่วมมือกันและยอมรับว่าต้องมีช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ถ้ารัฐบาลหน้าสานต่อการปฏิรูปได้แล้วเสร็จ ถือว่าจบ เพราะใช้เวลาแค่ปีเดียวคงไม่สำเร็จ เพราะต้องแก้ปัญหาเก่า เดินหน้าของใหม่และวางอนาคต จึงต้องไปดูว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ครม.ที่เข้ามาใหม่ต้องปรับปรุงตัวให้เกิดความเชื่อมั่นหรือไม่
เมื่อถามว่า ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำงานอยู่ ได้มีการเช็กปฏิกิริยาของข้าราชการว่า เดินหน้าไปพร้อมกับรัฐบาลด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เช็กมาตลอด จากนี้ก็จะมีการพิจารณาปรับย้ายแต่งตั้ง ต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมาข้าราชการอยู่ในระบบที่มีนักการเมืองควบคุมนานพอสมควร ถ้าเขาทำดีคงไม่มีปัญหา แต่ต้องยอมรับว่าอาจมีข้าราชการที่ไม่ดี คล้อยตามในเรื่องผลประโยชน์อยู่บ้าง และเห็นอยู่ว่าคนเหล่านี้ต้องถูกลงโทษ ซึ่งหากระบบคัดกรองนักการเมืองดีจริง คงไม่มีปัญหาเหล่านี้ และที่พูดกันว่าการเลือกตั้งดีนั้น ตนไม่ปฏิเสธ แต่ตอนนี้เราต้องจัดระเบียบใหม่ในการเลือกคนเข้ามาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดิมอีก ในวันข้างหน้ายอมรับว่าบ้านเราต้องเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าคิดว่าตอนนี้บ้านเมืองดีอยู่แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
เมื่อถามว่า จะไปร่วมประชุมยูเอ็นเดือนกันยายนนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เชิญให้ผมเดินทางไปร่วมด้วย ก็ต้องไป สหรัฐอเมริกาไม่เคยห้ามเป็นทางการ เขาเคยพูดไว้ อันนี้เดี๋ยวไม่เข้าใจเอาผมไปรบอีก วันนั้นที่ไปประชุมเห็นทางสหรัฐนั่งอยู่เต็ม ก็เลยแหย่เขาเล่นว่า ยูห้ามผมไปใช่ไหม เขาก็หัวเราะแหะๆ แล้วท่านมาค้าขายกับผม ผมเคยห้ามหรือไม่ เขาก็หัวเราะ ท่านตัดเสื้ออย่างนี้ได้ไหม เขาก็แฮปปี้หมด เขาก็รู้ เขาอยู่ แล้วสื่อมาเขียนให้เป็นประเด็นใหญ่โต ศักดิ์ศรีเกียรติยศของเรามีอยู่แล้ว และทุกคนก็ให้เกียรติเรา ถ้าไม่ให้เกียรติเขาคงไม่มาหรอก”
“จริงๆ แล้วเขาเป็นแต่เพียงว่าต้องตรวจสอบหน่อย อะไรหน่อย เขาไม่ได้ถือว่าห้ามร้อยเปอร์เซ็นต์ วันนั้นที่ผมพูดเพียงแหย่เขา บางคนบอกว่าผมเป็นนายกฯ ไม่ควรพูดแบบนั้น ต่อไปผมจะพูดแบบหน้างอทุกเรื่อง อย่างเป็นทางการจะชอบหรือไม่ อันนี้ปกติ ผมเป็นปุถุชน ผมไม่มีอะไรปิดบังท่าน ผมไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์ตัวเองให้เป็นคนสุภาพ มีมาด เยอะแยะ ไม่จำเป็น” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ไฟเขียวกู้ 5.7 หมื่นล้าน โครงการน้ำ-ถนน
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการกู้เงิน รวม 5.7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 2.3 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างถนน 3.4 หมื่นล้านบาท โดยมีการใช้เงินกู้ไปบ้างแล้ว ส่วนรายละเอียดต้องไปถามกรมทางหลวง เพราะมีแผนงานอยู่แล้ว อย่างวันนี้มีการประกาศภัยแล้งใน 29 จังหวัด ก็ต้องปรับโครงการอื่นแล้วนำงบมาใส่ส่วนนี้เพิ่มขึ้น โดยต้องดูสถานการณ์ด้วย นอกจากกนี้การอนุมัติงบประมาณนั้นก็เพื่อส่งเสริมให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
เดินหน้าเขต ศก.พิเศษระยะ 1 ในปีนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ มีกว่า 70 เรื่อง โดยเป็นการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งแนวทางใหม่ ในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้ตกลงกันว่าจะเพิ่มแนวทางในพื้นที่เดิม โดยหลายๆ อย่างต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ทั้งผังเมือง การจัดเตรียมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การไฟฟ้าและประปา รวมทั้งสิทธิประโยชน์ในการลงทุน ซึ่งการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะมีทั้งการลงทุนในบีโอไอ เป็นการจัดตั้งโรงงานตามปกติของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ต้องการให้กระทรวงมหาดไทยได้เสาะหาพื้นที่ว่างเปล่าของหลวง ซึ่งอาจมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยจะใช้ส่งเสริมใน 3 เรื่อง คือ 1. ส่งเสริมเศรษฐกิจบีโอไอในลักษณะนิคมอุตสาหกรรม 2. ให้เอกชนมาเช่าพื้นที่เพื่อบริหารจัดการให้เกิดการแข่งขัน 3. เสริมเอสเอ็มอีในพื้นที่ ให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งนี้ คิดว่าจะมีความก้าวหน้า สามารถดำเนินการในระยะที่ 1 ได้ภายในปีนี้ เพื่อเป็นการนำร่อง ขณะที่หลายบริษัทในต่างประเทศต่างสนใจเข้ามาลงทุน ส่วนการจัดหาแรงงานนั้นกระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่
วอนคนไทยใช้เงินในประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดถึงการดูแลเอสเอ็มอี เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเงินทุนเพื่อพัฒนาตนเอง แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะเอสเอ็มอีชั้นดีธนาคารพาณิชย์เอาไปหมดแล้ว จึงเหลือแค่เอสเอ็มอีที่ไม่ค่อยเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามจะให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ลงไปดู และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทิ้งคนกลุ่มนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ส่วนการค้าขายกับต่างประเทศ การค้าขายกับสหรัฐอเมริกาและยุโรปนั้นดีขึ้น ขณะที่การค้าขายกับจีนและญี่ปุ่นลดลง ซึ่งมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งเรื่องความเข้มแข็งของประเทศ นวัตกรรม ต้นทุน ค่าแรง และต้นทุนสินค้า เพราะของไทยแพงกว่าหลายประเทศ โดยต้องแก้ไขทั้งหมด ขณะนี้รัฐบาลกำลังปรับปรุงการวิจัยพัฒนาโดยพยายามมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งด้วย แม้ที่ผ่านมานโยบายของรัฐและเอกชนจะไม่ค่อยตรงกันก็ตาม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในภาพรวมของเศรษฐกิจ หากประชาชนเกิดการตื่นตระหนกมากๆ ก็ไม่สามารถใช้จ่ายได้ แต่คนไทยก็ยังไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ อาจจะด้วยไม่กล้าใช้เงินในประเทศเลยต้องไปต่างประเทศกัน ในฐานะนายกรัฐมนตรีอยากให้ทุกคน ช่วยกันใช้เงินในประเทศ และอย่าสร้างความตื่นตระหนกมากนัก วันนี้ไม่ว่าอะไรจะลดลงต้องนำมาเทียบกับจีดีพี ถ้าการส่งออกลดลงจะส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น
ชี้ ร.ร.กวดวิชา เป็นกิจการที่ต้องจ่ายภาษี
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เห็นใจและเข้าใจ สำหรับความคืบหน้าในการออกกฎหมายเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชานั้น เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาแล้วว่า เป็นกิจการที่มีรายได้ โดยไม่ได้เสียภาษีเงินที่เก็บภาษีนั้นไม่เท่าไร แต่รัฐบาลต้องการสร้างระบบภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น
"ถ้าจะบอกว่าเพราะครูโรงเรียนรัฐ สอนไม่ได้ผล แต่โรงเรียนกวดวิชาก็เป็นครูของรัฐเหมือนกันที่ไปสอน ใครมีเงินก็ไปเรียนเราไม่ได้เก็บอะไรมากมายอยู่แล้ว แต่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ บางคนเสียภาษีเยอะบางคนไม่ได้เสีย ทุกคนอยากให้เท่ากันหมด ถ้ามองดูเสียเท่ากัน แต่ผลประโยชน์เยอะ ก็ยังไม่เท่ากันอยู่ดี"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เราไม่ได้ชะลอเพราะว่า ใคร แต่ฟังเสียงประชาชน และกลับมาทบทวน เป็นการชะลอเพื่อทำความเข้าใจ สร้างการยอมรับซึ่งปัญหาของเรา คือ ไม่ค่อยให้การยอมรับกระบวนการเหล่านี้ แต่รัฐบาลจะต้องทำให้ได้ ซึ่งเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไรก็จะต้องทำ เพื่อปรับรูปแบบโครงสร้างภาษีให้ได้ผล
"รัฐบาลมันตูดขาดมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ วันนี้เราบริหารทุกอย่างด้วยความประหยัดอดออม การกู้เงินก็ทำเพียงแค่ที่จำเป็น ไม่ได้ทำอะไรใหญ่โต ทำตามแผนงานไป ถ้ามันเร่งต้องกู้ก็ว่ามาถ้ามันเกินกรอบวงเงินก็ว่าไป"
ยัน 4จี เกิดแน่ปีนี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการเตรียมการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในยุคที่ 4 หรือ 4จี ว่า ในวันที่ 18 มี.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องและไม่ต้องห่วง 4จี เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เกิดขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน การประชุมในวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) ก็คงจะจบเสียที เพียงแต่ต้องรอคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเสียก่อน โดยจะต้องตั้งเป็นกระทรวงดิจิตอลขึ้นมาให้ได้ก่อน จากนั้นก็จะมีการประมูล และไม่มีผลประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ส่วนจะมีบริษัทใดเข้าประมูลบ้างนั้นตนก็ไม่ทราบ ไม่รู้ว่ามีกี่เจ้า ซึ่งการประมูลแข่งขันก็มีความเป็นไปได้ทั้งหมด บริษัทใดที่มีความพร้อมก็สามารถเข้ามาประมูลได้ อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า การที่เราจัดกระทรวงไอซีทีใหม่เพราะต้องการเอาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของรัฐทั้งทีโอทีและบริษัทแคท เมื่อรวมกับเอกชนต่างๆ ก็จะได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์จากนั้นก็นำมาพัฒนาร่วมกันเพื่อใช้ประโยชน์
ขออำนาจตัดสินใจเองว่าจะทำประชามติหรือไม่
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการทำประชามติว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม ครม. แต่ว่าเคยชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้วว่าในฐานะที่ คสช.เป็นผู้เริ่มการปฏิรูป นายกรัฐมนตรีจึงขออำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งปัญหาในเรื่องนี้มีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา หากตัดสินใจไปจะมีการวิพากย์วิจารณ์กันไม่จบสิ้น การทำประชามตินั้น รัฐธรรมนูญมีถึง 315 มาตรา คงมีหลายมาตราที่บางคนชื่นชม และหลายมาตราที่หลายคนติดใจ ฉะนั้นหากจะถามเพียงว่าจะรับรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะเกิดความรู้สึกรักพี่เสียดายน้อง อยากได้กฎหมายที่ชอบ แต่ก็มีกฎหมายอีกหลายมาตราที่ไม่อยากได้ แต่ถ้าหากจะถามเป็นประเด็นไปก็จะง่าย แต่ว่าจะใช้งบประมาณตรวจสอบประชามติมากมาย มันมีปัจจัยอีกมาก วันนี้นายกรัฐมนตรีจึงกล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องนั้น นายกรัฐมนตรีขออำนาจในการตัดสินใจตรงนี้เอง



