ข่าว

วิบากกรรมหมอปากีสถาน เป้าสังหาร-เรียกค่าไถ่

วิบากกรรมหมอปากีสถาน เป้าสังหาร-เรียกค่าไถ่

18 มี.ค. 2558

วิบากกรรมหมอปากีสถาน เป้าสังหาร-เรียกค่าไถ่

 
                         ทิปู สุลต่าน วิสัญญีแพทย์ประจำโรงพยาบาลพลเรือน ในนครการาจี เมืองหลวงจังหวัดซินด์ ทางตอนใต้ของปากีสถาน  เล่าว่า เมื่อเดือนที่แล้ว เพิ่งได้รับจดหมายเรียกค่าไถ่ 5 ล้านรูปี (ราว 1.5 ล้านบาท) แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่อยู่ในวงการเสื้อกาวน์มานาน 38 ปี เพราะหมอเกือบทุกคนและเกือบทุกโรงพยาบาลในนครแห่งนี้ ต่างก็เคยถูกกรรโชกทรัพย์กันมาถ้วนหน้า บางทีเป็นจดหมายถูกส่งมาพร้อมกับลูกกระสุนอยู่ข้างใน 
 
                         นับจากปี 2549 มีหมอปากีสถานอย่างน้อย 160 คน ถูกฆาตกรรม ส่วนใหญ่เป็นหมอในการาจีและเมืองเกตตตา เมืองหลวงของจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ  
 
                         หมอสุลต่าน บอกกับสำนักข่าวดีพีเอว่า หมอถูกยิงทั้งในคลินิก ประตูโรงพยาบาล และข้างถนน  
 
                         มูลเหตุจูงใจในการฆาตกรรมนั้นหลากหลาย และไม่รู้แน่ชัดเสมอไป บ้างสงสัยว่า หมอตกเป็นเป้าของกลุ่มลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ และกรรโชกทรัพย์ เพราะคนประกอบอาชีพนี้มักร่ำรวยและหาตัวง่าย 
 
                         นอกจากฆาตกรรม หมอหลายร้อยคนยังถูกลักพาตัว และจำนวนมากยอมจ่ายค่าคุ้มครอง 
 
                         สมาคมแพทย์ปากีสถาน สาขาบาโลจิสถาน ระบุว่า เฉพาะที่จังหวัดนี้แห่งเดียว มีหมอและบุคลากรทางการแพทย์กว่า 50 คน ถูกลักพาตัวนับจากปี 2551 ส่วนมากกลับมาได้หลังจ่ายค่าไถ่ก้อนโต 
 
                         สำหรับหมอสุลต่านไม่เคยจ่ายเงิน แต่ใช้วิธีเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงจ้างการ์ดติดอาวุธ ไม่รับโทรศัพท์จากเบอร์แปลก และพยายามเปลี่ยนตารางทำงานไม่ให้ซ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซุ่มทำร้าย นอกจากนี้ตำรวจยังขอให้พยายาม "ไม่ตรงเวลา" อย่าบอกใครว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ออกจากบ้านหรือที่ทำงานเมื่อไหร่ ไม่บอกแม้กระทั่งภรรยาของตัวเอง 
 
                         ขณะที่ทางการจังหวัดไคเบอร์-ปักทุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ออกคำแนะนำเมื่อปี 2556 ให้หมอพกปืน 
 
                         นอกจากแก๊งอาชญากรรมแล้ว ชีวิตของหมอปากีสถานยังต้องระวังภัยจากความขัดแย้งทางศาสนา นิกายและชาติพันธุ์ ระหว่างกลุ่มมุสลิมสุหนี่ ชีอะห์ มุสลิมอาห์มาดี ชนกลุ่มน้อยฮินดูหรือคริสเตียน หรือระหว่างประชากรพื้นเมืองกับผู้อพยพหลังแยกตัวจากอินเดีย หรือชาวปาชตุนจากทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกด้วย  
 
                         นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีใครรู้แน่ชัดถึงมูลเหตุจูงใจในแต่ละคดี แต่อาจกล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะค่าไถ่ ความเชื่อทางศาสนาหรือชาติพันธุ์ 
 
                         หมอฟายาซ อันซารี ผู้รอดชีวิตจากเหตุระเบิดถล่มแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลใหญ่สุดในนครการาจี เมื่อปี 2553 ขณะยังเป็นนักเรียนแพทย์ กล่าวว่า กลุ่มที่ก่อเหตุบางครั้งก็เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง บ้างก็ว่าเป็นแก๊งอาชญากรรมล้วนๆ และหลายครั้งเป็นการผสมรวมทั้งการเมืองและอาชญากรรม  
 
                         แต่ไม่ว่ามูลเหตุจูงใจจะเป็นอะไร หมอสุลต่าน กล่าวว่า การพุ่งเป้าทำร้ายหมอในปากีสถาน เป็นปรากฏการณ์แบบที่นี่ทีเดียวในโลกนี้ นั่นคือไม่มีใครคิดกำจัดความรู้ความชำนาญของตนเอง 
 
                         และเมื่อตกเป็นเป้าปองร้ายและนานทีปีหนถึงจะจับคนร้ายได้ ปัจจุบัน หมอปากีสถานจึงเลือกที่จะไป 
 
                         คณะกรรมการการศึกษาขั้นสูงปากีสถาน ประเมินว่า แต่ละปี มีหมอออกไปทำงานหรือศึกษาต่อในต่างแดน 1,500 คน และ 90% ไม่กลับบ้าน ซึ่งหมอสุลต่าน กล่าวว่า คงโทษกันไม่ได้ พวกเขาพยายามปกป้องตัวเองและครอบครัว ไม่อยากมีชีวิตอยู่ภายใต้สภาพที่ถูกฆ่าได้ทุกเมื่อ 
 
                         ปัจจุบัน มีหมอขึ้นทะเบียน 1.75 แสนคน ในประเทศที่มีประชากร 182 ล้านคน มีเพียง 3-4 หมื่นคน เท่านั้นที่ยังอยู่ในปากีสถาน เกือบทั้งหมดอยู่ในตัวเมืองและปริมณฑล ด้าน สมาคมหมอรุ่นใหม่ระบุว่า ตำแหน่งเฉพาะทางในโรงพยาบาลประจำเขตของปากีสถานว่างอยู่กว่าครึ่ง ขณะ 40% ของโรงเรียนแพทย์ ขาดแคลนอาจารย์ 
 
                         อย่างไรก็ดี ความไม่ปลอดภัยไม่ใช่เหตุผลเดียวของการอพยพ แต่ยังเป็นเพราะเงินเดือนในต่างประเทศที่สูงกว่าในบ้านถึง 10 เท่า  
 
                         แพทย์สภาปากีสถาน ระบุว่า 20 ปีมานี้ ปากีสถานกลายเป็นผู้ส่งออกบุคลากรการแพทย์ชั้นนำไปยังประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา เฉพาะในซาอุดีอาระเบีย มีหมอปากีสถานอยู่กว่า 8,000 คน 
 
                         หมอสุลต่าน กล่าวว่า เป็นความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจที่ไม่เคยจัดการกับผู้กระทำผิด และไม่เคยพยายามรักษาทรัพยากรบุคคลด้านนี้  
 
                         "เรามีรัฐบาลเผด็จการ 3 ชุด และประชาธิปไตย 3 ชุดในรอบ 60 ปี ไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสำคัญเร่งด่วนกับบริการสาธารณสุข" งบประมาณประจำปี 2557-2558 ของปากีสถาน จัดสรรให้ภาคสาธารณสุข 265 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.3% ของงบทั้งหมด ขณะงบประมาณทหารสูงถึง 23.1% หรือ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ