
เร่งปรับโฉมรถไฟฟื้นเชื่อมั่น
18 มี.ค. 2558
เร่งปรับโฉมรถไฟฟื้นเชื่อมั่น ดันแผนเพิ่มรายได้รุกขนสินค้า-ปรับค่าเช่าที่ดิน
“ถึงเวลาที่รถไฟไทยจะต้องปรับปรุงทั้งด้านภาพลักษณ์ การให้บริการ ความปลอดภัยและต้องเร่งหารายได้เพิ่มเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองต่อไปได้” เสียงสะท้อนของผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) คนใหม่
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ป้ายแดง กล่าวถึงภารกิจแรกในการเข้ามารับตำแหน่งว่า ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการใช้บริการของประชาชน หลังจากที่การรถไฟฯ มีข่าวภาพเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องปัญหารถตกราง อุบัติเหตุและความปลอดภัยของผู้โดยสารผู้หญิง รวมทั้งจะปรับปรุงการให้บริการตรงเวลามากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าขณะนี้การปรับปรุงด้านรางและโบกี้รถไฟอาจจะต้องใช้เวลา แต่ที่ผ่านมาได้เริ่มกระบวนการตามแผนงานที่ตั้งไว้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัย แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีการจัดทำ “เลดี้โบกี้” ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง แต่เห็นว่าความปลอดภัยจะต้องครอบคลุมทั้งขบวนรถ
ดังนั้น จึงสั่งตรวจสอบประวัติพนักงานขับรถ พนักงานประจำขบวนรถ รวมทั้งส่งตรวจสารเสพติดด้วย พร้อมทั้งยังให้ติดกล้องซีซีทีวี (CCTV) ในรถตู้นอนและสถานีทั่วประเทศ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2559 ส่วนปัญหาห้องน้ำที่มีเสียงบ่นกันมากนั้น ทาง ร.ฟ.ท.ได้เร่งปิดปรับปรุงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ โดยเฉพาะที่สถานีหัวลำโพงที่น่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้บริการได้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ที่จะมีประชาชนเดินทางจำนวนมาก
“ต้องยอมรับการรถไฟฯ ยังอ่อนด้อยในการทประชาสัมพันธ์เชิงรุก หรือชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้ใช้บริการ จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นและดึงผู้โดยสารให้กลับมาใช้บริการรถไฟเหมือนที่ผ่านมา” นายวุฒิชาติกล่าว
นอกจากนี้ ได้เริ่มปรับปรุงหมอนคอนกรีตและทาง 100 ปอนด์ทั่วประเทศ เพื่อลดอุบัติเหตุในการเดินทาง ส่วนการขยายเส้นทางโดยเฉพาะทางคู่นั้น จะเร่งรัดให้มีการประมูลและเร่งก่อสร้างสายแรกแก่งคอย-ฉะเชิงเทราได้ภายในปีนี้หลังจากที่ล่าช้ามานาน โดยตามแผนทั้ง 6 เส้นทาง ทั้งสายเหนือ อีสานและใต้จะต้องทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2536 ไปจนถึงปี 2567 เพราะขณะนี้รางที่มีไม่เพียงพอรองรับจำนวนขบวนรถไฟจึงต้องเสียเวลาสับรางและรอในจุดหลบรถ โดยมีแนวคิดจะนำรางเก่ามาทำจุดพักรถให้มีช่วงห่างกันน้อยลง เช่น ทุก 10-20 กิโลเมตรอาจจะมีจุดหลบรถ จากเดิมที่มีทุก 40 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้รถไฟทำเวลาได้เร็วขึ้น
ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่าตามยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการจะต้องมุ่งเน้นในการหารายได้เพิ่ม ทั้งการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและปริมาณการขนส่งสินค้า เพื่อลดภาระการขาดทุนของการรถไฟที่สะสมต่อเนื่องทุกปี จนล่าสุดมีหนี้มากถึงกว่าแสนล้านบาท ซึ่งการหารายได้เพิ่มจำเป็นต้องมีการจัดซื้อและเพิ่มหัวรถจักรที่มีการใช้งานมานานอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ปี หรือมากสุดอยู่ที่ 50 ปี น่าจะเริ่มทยอยเข้ามาในเร็วๆ นี้ รวมจำนวน 20 คัน และจะเข้ามาครบภายในปี 2559
รวมทั้งการเพิ่มโบกี้ผู้โดยสาร โดยเฉพาะตู้นอนที่ถือเป็นตัวสร้างรายได้หลักให้รถไฟ ซึ่งขณะนี้มีเพียง 20% เท่านั้น โดยตามแผน 10 ปี (2558-2567) จะมีจำนวนรถโดยสารรุ่นใหม่จำนวน 115 คัน เข้ามาตั้งแต่ปี 2560-2562 และมีรถดีเซลรางปรับอากาศอีก 186 คัน ตั้งแต่ปี 2563-2567 และเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้า เช่น ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็น 9-11.5 ล้านตัน ตลอดจนจะเร่งทำตลาดขบวนรถด่วนสินค้าสายอีสานให้เป็นขบวนตัวอย่างภายในปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้า
“การขนส่งสินค้าทางรถไฟปัจจุบันนี้มีเพียง 10% ของการขนส่งทางโลจิสติกส์ทั้งหมด ทั้งที่ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางรถไฟถูกที่สุด จึงต้องหันมาทำตลาดด้านนี้ให้มากขึ้น หากจำเป็นต้องดึงเอกชนเข้ามาร่วมด้วยก็จะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป โดยตั้งเป้าในอนาคตจะผลักดันให้มีการขนส่งสินค้าทางรางมากถึง 50% ของการขนส่งสินค้าทั้งหมด เพื่อเพิ่มบทบาทของรถไฟในระบบโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบขนส่งอื่นๆ เพื่อลดจุดอ่อนของการให้บริการทางราง” นายวุฒิชาติระบุ
อย่างไรก็ตาม ร.ฟ.ท.ยังมีบทบาทสำคัญในการให้บริการระบบรถไฟฟ้าเพื่อขนส่งผู้โดยสารชานเมืองเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะเร่งรัดให้โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลเดินหน้าโดยเร็ว เช่น สายสีแดงสัญญา 3 ช่วงบางซื่อ-รังสิต จะต้องเร่งสรุปสัญญาจัดหาขบวนรถไฟฟ้าให้เรียบร้อยภายในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่ให้เอกชนมีการปรับปรุงสัญญาใหม่เพื่อลดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างลง
ส่วนของแอร์พอร์ตลิงค์ต้องเร่งแก้ไขปัญหาการให้บริการและสถานะทางการเงิน ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมามีภาระขาดทุนอยู่เช่นเดียวกัน โดยต่อไปจะให้นำขบวนรถที่การรถไฟฯ โอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของแอร์พอร์ตลิงค์ไปใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินได้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและนำเงินไปใช้ในการจัดหาขบวนรถเพิ่ม ตลอดจนเป็นการรองรับแผนการลงทุนสร้างส่วนต่อขยายในอนาคต จากมักกะสันไปสนามบินดอนเมือง เป็นต้น
ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ส่วนหนึ่งของการหารายได้เพิ่มยังต้องไปดูเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินของการรถไฟฯ ทั่วประเทศที่มีจำนวนมาก ซึ่งน่าจะช่วยแก้ไขภาระทางการเงินจากการดำเนินงานในอดีตได้อีกทางหนึ่ง โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำรวจที่ดินของรถไฟทั่วประเทศ เบื้องต้นพบว่ามีที่ดินที่มีศักยภาพอยู่ในทำเลที่ดีจำนวนหลายแปลง นอกจากในกรุงเทพฯ แล้ว ยังมีในต่างจังหวัดอีกหลายแห่งที่สามารถปรับปรุงพัฒนาเชิงพาณิชย์หรือปรับปรุงการคิดอัตราค่าเช่าที่ได้เพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ จากการประเมินราคาที่ดินในการครอบครองของการรถไฟฯ ทั่วประเทศน่าจะมีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งบางทำเลพบว่าคิดค่าเช่าถูกกว่าที่ดินบริเวณใกล้เคียงกันมาก จึงจะทบทวนปรับอัตราค่าเช่าใหม่ แต่อาจต้องรอให้สัญญาที่ทำไว้ครบกำหนดก่อน ส่วนนี้ก็น่าจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนของการคืนที่ดินในกทม. เช่นที่ดินมักกะสัน และริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีกระเสข่าวว่าจะให้กระทรวงการคลังนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อแลกกับหนี้ที่มีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปและยังเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ ซึ่งคงเป็นเรื่องของนโยบายด้วย แต่หากการรถไฟฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็น่าจะเป็นผู้ดำเนินการเอง
"เราอาจจะเจรจากับทางกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขภาระหนี้ เช่น ให้หน่วยงานของรัฐเช่าที่ดินของรถไฟในระยะยาวมากกว่า 50 ปี หรือจัดตั้งบริษัทหรือกองทุนมาบริหารสินทรัพย์โดยนำรายได้ดังกล่าวมาชำระหนี้ แต่เวลานี้ควรจะแยกบัญชีหนี้สินเดิมออกไปก่อน พนักงานรถไฟจะได้มีกำลังใจในการทำงานต่อไป” นายวุฒิชาติ กล่าวทิ้งท้าย



