
ปรับ3.5หมื่นล.'บุญทรง'อ่วม!
17 มี.ค. 2558
'อสส.' แบกเอกสาร 205 ลัง ฟ้อง 'บุญทรง-พวก' 21 คน คดีข้าวจีทูจี โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต พร้อมขอสั่งปรับ 3.5 หมื่นล. ด้านศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งรับฟ้อง 20 เม.ย.นี้
17 มี.ค. 58 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฟ้องคดีโครงการทุจริตระบายข้าว , นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงาน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าว ภายหลังจากเมื่อเวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา ได้เป็นตัวแทนนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เดินทางไปยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก รวม 21 ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มิชอบ เหตุเกิดช่วงระหว่างวันที่ 8 กันยายน 2554 - 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยอัยการได้ยื่นคำฟ้องหนากว่า 40 หน้า พร้อมสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหลักฐานเอกสาร รวม 205 ลัง
จี้ปรับ 3.5 หมื่นล้าน - นัดฟังคำสั่ง 20 เม.ย.
อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฟ้องคดีโครงการทุจริตระบายข้าว แถลงว่า วันนี้เป็นผู้แทนนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด นำสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. พร้อมหลักฐาน 205 ลัง จำนวน 1,628 แฟ้ม เอกสารหนากว่า 7 หมื่นหน้า ยื่นฟ้องนายบุญทรงในฐานะอดีต รมว.พาณิชย์ และพวก รวม 21 ราย ซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน ที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นจำเลย ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ หรือฮั้วประมูล พ.ศ. 2542 มาตรา 4 , 9 , 10 , 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 , 123 และ 123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต
โดยการยื่นฟ้อง ยังขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมด 35,274,611,007 บาทด้วย ซึ่งค่าปรับดังกล่าวคิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งในสัญญาระบายข้าวกว่า 5 ล้านตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการฮั้วประมูล มาตรา 4 กำหนดให้ขอปรับได้ ร้อยละ 50 จากมูลค่าตามสัญญา
ทั้งนี้ หลังจากยื่นฟ้องแล้ว ศาลฎีกาฯ ได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 และนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 10.00 น.
ศาลเลือกองค์คณะ 9 คน ทำสำนวน
นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงาน กล่าวว่า การฟ้องวันนี้ยื่นเฉพาะสำนวนเท่านั้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้เดินทางมาตามที่นัดหมาย แต่อัยการก็สามารถยื่นฟ้องได้ตามกฎหมาย โดยระบุแหล่งที่อยู่ของจำเลยให้ชัดเจน
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ไม่เกิน 14 วัน ที่ศาลฎีกาจะประชุมใหญ่ผู้พิพากษา เพื่อคัดเลือกผู้พิพากษาระดับศาลฎีกา 9 คน เป็นองค์คณะในการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว จากนั้นองค์คณะทั้ง 9 คน จะประชุมภายในเพื่อเลือกเจ้าของสำนวน แล้วจะพิจารณาว่ามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาฯ กำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 10.00 น. โดยวันดังกล่าวจำเลยยังไม่ต้องมารายงานตัวต่อศาลก็ได้ แต่หากศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งหมดรับทราบว่ามีการฟ้องคดีเกิดขึ้น และกำหนดวันพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การ ในวันนัดนั้นจำเลยทั้งหมดจะต้องเดินทางมาศาลด้วยตัวเอง หากไม่มาศาลก็จะพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป
เมื่อถามว่า คดีนี้มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับสำนวนคดีที่ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หากศาลฎีกาฯ มีคำสั่งรับฟ้องทั้ง 2 สำนวนแล้ว จะมีการขอรวมสำนวนคดีหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ นั้น ต้องมีการคัดเลือกองค์คณะ 9 คนก่อน ซึ่งทั้งสองคดีมีการคัดเลือกองค์คณะคนละชุดกัน แม้จะมีพยานเอกสารหลักฐานที่เชื่อมโยง แต่สำนวนคดีที่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ยื่นฟ้องความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูล โดยยื่นฟ้องเป็นความผิดที่ไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว แต่กรณีนายบุญทรงและพวก เป็นเรื่องของการระบายข้าวในชั้นของอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ที่มีการฮั้วประมูลเกิดขึ้น จึงขึ้นอยู่กับศาลว่าจะมีการพิจารณาอย่างไร เพราะองค์คณะพิจารณาไต่สวนก็คนละชุดกัน
อัยการเตรียมพยานบุคคลกว่า 100 ปาก
ส่วนจะมีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้หรือไม่ เพราะเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิตนั้น นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หากศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาคดีครั้งแรก แล้วจำเลยทั้ง 21 คนมาศาล ก็จะถือว่าเข้าสู่กระบวนการแล้ว ดังนั้น ในนัดไต่สวนต่อไป แม้จำเลยจะไม่เดินทางมาร่วมการพิจารณา ศาลก็สามารถไต่สวนพยานลับหลังได้ แต่ถ้าในวันพิจารณาคดีครั้งแรก มีจำเลยคนหนึ่งคนใดไม่มาศาล ก็อาจต้องจำหน่ายคดีของจำเลยบางคนไว้ และพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่เดินทางมาในวันนัดพิจารณาคดีในครั้งแรก อย่างไรก็ดี สำหรับคดีนี้อัยการได้เตรียมพยานบุคคลไว้กว่า 100 ปาก และขณะนี้อยู่ระหว่างการทำบัญชีสรุปพยาน ซึ่งมีพยานปากสำคัญจำนวนหลายปาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ ในการไต่สวนคดีของศาลฎีกาฯ เป็นการพิจารณาแบบต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไต่สวนไม่ล่าช้า
เมื่อถามว่า ท้ายคำฟ้อง อัยการได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราว หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศของจำเลยด้วยหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีออกนอกประเทศ อัยการจึงยังไม่ได้มีการคัดค้านการปล่อยชั่วคราว โดยในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรกที่จะสอบคำให้การจำเลย หากศาลสอบถามความเห็นอัยการในเรื่องการปล่อยชั่วคราว อัยการก็จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงในขณะนั้นอีกครั้งว่า จะคัดค้านการปล่อยชั่วคราว หรือกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่
"สำนวนคดีของนายบุญทรงมีความเชื่อมโยงกับสำนวนคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยคดีของนายบุญทรงอัยการได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาจำนวน 7 คน และมีคณะทำงานจาก ป.ป.ช.เข้ามาร่วมในการพิจารณาด้วย หากอัยการมีข้อสงสัยตรงไหน ก็สามารถสอบถาม ป.ป.ช.ได้โดยตรง และเมื่อคณะทำงานพิจารณาร่วมกันแล้วก็ไม่พบข้อไม่สมบูรณ์ในคดีแต่อย่างใด อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องในสำนวนนี้ได้รวดเร็ว"
เปิดรายชื่อจำเลยทั้ง 21 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 21 คน ประกอบด้วย กลุ่มนักการเมืองและข้าราชการพลเรือน จำนวน 6 ราย ได้แก่ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1 , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 , พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 , นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 , นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 , นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือ ทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และอดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6
ส่วนเอกชน ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และนิติบุคคล 15 ราย ได้แก่ นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 , นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8 , นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9 , บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 , น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 , น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 , น.ส.สุทธิดา หรือสุธิดา ผลดี หรือ จันทะเอ จำเลยที่ 13 , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14 , นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 , นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 , นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 17 , นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 , นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19 , บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 และ น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายอภิชาต หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจชื่อดัง จำเลยที่ 14 ในคดีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษาจำคุก 6 ปี และปรับ 1.2 หมื่นบาท โดยให้นายอภิชาติ และ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด จำเลยร่วม คืนทรัพย์สินของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือชดใช้แทนในราคา 175,480,000 บาท รวมทั้งค่าเสียหายอื่นอีกรวมกว่า 200 กว่าล้านบาทด้วย ซึ่งนายอภิชาติได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 7 แสนบาท ขอประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์



