
ร้อนลมปฏิรูป
ร้อนลมปฏิรูป : จอกอ
เมื่อวางตำแหน่งลงราวสองสัปดาห์ก่อน ความคาดหวังว่าจะหายไปจากวงโคจรสักพักหนึ่ง และขอโอกาสที่จะมองกลับเข้าไปข้างใน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ในห้วงระยะเวลาที่ต้องเป็น “ตัวจริง” ในนั้น และเผชิญกับพายุโหมกระหน่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง
ภารกิจในฐานะหนึ่งในคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ภายใต้การนำของคุณเทพชัย หย่อง ทำให้พวกเราที่ประกอบไปด้วยผู้นำองค์กรสื่อ 4 องค์กร มีงานบางอย่างที่ต้องทำคู่ขนานไปกับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการมาเป็นระยะ
เมื่อเช้าวันพุธ (11 มี.ค.) จึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางและกลไกการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มีความใกล้เคียงกับที่ สปช.ศึกษามา แต่เราอาจจะเห็นบางแง่มุมที่แตกต่างกัน ในบทบาทที่เคยอยู่ในองค์กรเช่นนั้นมาก่อน
บ่ายวันเดียวกัน ก็ไปปรากฏตัวที่ประชุมรับฟังความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งไม่ค่อยตรงกับข้อเสนอของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่เคยบอกไว้ ครั้งเมื่อเชิญผมและผู้ที่มีบทบาทในองค์กรสื่อ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคธุรกิจไปประชุมให้ความเห็นในกฎหมายชุดนี้มากนัก
ผมไม่ค่อยมั่นใจกระบวนการรับฟังความเห็นแบบไทยๆ ที่จัดกันเป็นเวทีใหญ่ ระดมผู้คนจำนวนมากมาแสดงความเห็น แล้วก็เหมือนย่ำรอยเท้าลงไปบนผืนทราย ความต้องการของเราเมื่อมีข้อเสนอจากรองนายกรัฐมนตรีเช่นนั้น ซึ่งอาจจะสื่อสารไม่ตรงกัน คือ การเข้าไปร่วมประชุมชี้แจงในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ระหว่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณากฎหมายเรียงมาตราเลยทีเดียว เพราะจะมีผลในการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ หรือหลักบางประการที่จำเป็นต้องได้รับการอธิบายทั้งจากฝ่ายสื่อมวลชน และคณะผู้พิจารณากฎหมาย ซึ่งอาจจะมีแง่มุมทางกฎหมายที่เราอาจจะไม่เห็นด้วย และไม่เข้าใจ แต่สามารถเข้าใจได้ถ้าอธิบายโดยนักกฎหมาย
เพราะครั้งเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และมีนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา บุตรชายนายสมภพ โหตระกิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ร่วมอยู่ด้วย เริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งพวกเรามีส่วนยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา พวกเราหลายคนก็ได้มีโอกาสไปร่วมชี้แจงในการประชุม มีการปรับถ้อยคำ ถามรายละเอียดกัน ชนิดที่ไม่มีถ้อยคำจะผ่านไปโดยไม่มีคำอธิบาย ซึ่งต้องยอมรับนับถือนายมีชัย ที่ทำหน้าที่ประธาน ได้เป็นอย่างดี
เสร็จจากกฤษฎีกา เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องไปทำหน้าที่สำคัญในฐานะผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท ที่ สน.ตลาดพลู เรื่องนี้อาจดูไม่เกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปสื่อมากนัก แต่ผมอยากชวนให้คิดและได้สนทนากับนายบุญเลิศ ช้างใหญ่ สปช.สายสื่อในบางประเด็นว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องคิดในกระบวนการปฏิรูป ไม่ว่าจะคิดวันนี้ หรือจะเก็บไปคิดวันไหนก็ตาม แน่นอนว่า เราไม่ควรมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนอื่นๆ เมื่อถูกแจ้งความดำเนินคดี หรือถูกฟ้องคดี ก็ต้องไปมอบตัวรับทราบข้อกล่าวหา หรือไปให้ปากคำต่อศาล
แต่ถ้าเป็นการหมิ่นประมาทในประเด็น “บุคคลสาธารณะ” หรือ “ประเด็นสาธารณะ” เช่นในคดีนี้ ก็ควรมีเงื่อนไขบางประการที่ต้องคำนึงถึงการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะของสื่อมวลชน หรือทำให้การใช้อำนาจทางกฎหมายในลักษณะข่มขู่ ทำให้หวาดกลัว มีข้อจำกัดมากขึ้น เช่น พนักงานสอบสวนควรจะต้องสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ชัดเจนว่า คดีมีมูลเหตุเพียงพอที่จะนำไปฟ้องคดีหรือไม่
หรือกำหนดให้เรื่องหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหาย จะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อศาลเอง ซึ่งจะต้องมีขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้อง มิใช่ยืมมือตำรวจเพื่อใช้อำนาจกฎหมายข่มขู่
เรื่องนี้ต้องไปแก้กฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท รวมทั้งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของพนักงานสอบสวน ซึ่งดูสถานการณ์การทำงานของ สปช.แล้ว คงยังไปไม่ถึง
ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยการรับไปเป็นคณะทำงานพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพ และสวัสดิการของสื่อมวลชน สปช. ซึ่งน่าจะเป็นงานที่สานต่อมาจากภารกิจของคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป
มีคนบอกว่า ถ้าเห็นว่างานที่จะทำยังเป็นประโยชน์ต่อโลกก็สมควรไปทำ ถึงนาทีนี้ยังพอมองว่า งานนี้จะยังประโยชน์ต่อโลกได้



