
ความยากจน มะเร็งร้ายวิกฤติ 'หมอกควัน'
17 มี.ค. 2558
ความยากจน มะเร็งร้ายวิกฤติ 'หมอกควัน' : โดย...ปฏิญญา ศรีสุภมาตุ
มลพิษทางอากาศที่เกิดจาก "ฝุ่นละอองและหมอกควัน" ในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน แม้ว่าจะรณรงค์ หรือพยายามแก้ไข เป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี แต่กลับไม่เคยลดน้อยลง และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี หรือว่าแท้จริงแล้วที่ผ่านมาภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดต้นตอ
ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศทัศนีย์ ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภาคเหนือ เปิดเผยว่า การประชุมเรื่องภาวะปัญหาหมอกควันหลายครั้งที่ผ่านมา อาจจะให้ความสำคัญกันผิดจุด มุ่งเป้าแต่การเผาป่า ซึ่งการเผาเพื่อหาของป่าก็มีจริง แต่ตัวเลขแท้จริงของการเผาเพื่อหาของป่านั้นไม่มีใครทราบ ทว่าปัจจุบันทุกคนกลับโยนความผิดให้ชาวบ้านที่หาของป่าเป็นหลัก แท้จริงปัญหาของหมอกควันมีหลายมิติหลายปัจจัย ทั้งมิติภูมิศาสตร์หรือสภาพอากาศ รวมทั้งไฟธรรมชาติที่มีอยู่แล้วเป็นประจำในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติก็ไม่น่ากลัวและรุนแรงเท่าฝีมือมนุษย์
มิติหนึ่งที่ประชาชนไม่ค่อยรู้ คือ ต้นตอสำคัญที่เป็นปัญหาจากความยากจนของชาวบ้านที่อยู่พื้นที่รอบนอกตัวเมือง และบนภูเขาสูง มีอาชีพปลูกข้าวโพด ข้าวไร่ ต่างๆ ซึ่งไม่ต้องใช้น้ำมากและเมื่อปลูกและเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ก่อนถึงฤดูที่จะต้องปลูกอีกครั้ง ก็ใช้การเผา ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด ลงทุนเพียงไม้ขีดก้านเดียวในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ ส่วนการกำจัดวิธีอื่น เช่น การฝังกลบ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้แรงงาน เครื่องมือ แรงงานคนก็สู้ไม่ไหว และไม่มีวิธีอื่นที่จะกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ในราคาถูกกว่าการเผา
“เคยเข้าประชุมกับทางการหลายครั้ง พบว่าไม่สามารถแก้อย่างตรงจุดได้ ไม่ว่าจะออกมาตรการบังคับใช้กฎหมาย จับกุมผู้กระทำผิด ขณะที่ชาวบ้านไม่มีเงินดำรงชีพ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่สามารถอุดหนุนช่วยเหลือ เป็นเงินจำนวนมหาศาล เพื่อให้ชาวบ้านไม่เผา หรือไม่ปลูกพืชเหล่านี้ได้ ปัญหาจึงวนกลับมาที่การกำจัดโดยลงทุนต่ำที่สุด แต่สร้างผลกระทบต่อมลพิษทางอากาศมากที่สุดเช่นเดิม ซึ่งเป็นปัญหาต้นตอสำคัญ หากแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ หมอกควันก็จะยังเรื้อรังต่อไป” ผศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าว
ที่ปรึกษา สวทช.ภาคเหนือ ยังให้ความเห็นส่วนตัวว่า ในส่วนปลายทาง สำหรับบริษัทที่รับซื้อผลผลิตการเกษตรที่มีวัสดุเหลือใช้อันเป็นต้นตอของการเผา รวมทั้งส่วนคอนแทรคฟาร์มมิ่งก็ควรจะมีบทบาทในการรับผิดชอบด้วย ถึงแม้ว่าจะรับซื้อแต่ผลผลิต โดยไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวัสดุเหลือใช้ก็ตาม ทั้งนี้ หากรัฐบาลออกเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม บริษัทที่เกี่ยวข้องที่รับซื้อผลผลิตของชาวบ้าน ที่ต้นทางหากมีการเผา บริษัทนั้นจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาลเพื่อนำไปแก้ไข อาจจะแก้ได้ในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่า บริษัทรายใหญ่เหล่านั้นก็จะหาทางหลบเลี่ยงจนได้ เพื่อไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับรายจ่ายที่ไม่ให้กำไรกับบริษัท
"ที่ผ่านมา สวทช.ได้วิจัย หาแนวทางออกอย่างยั่งยืนเช่นกัน ได้มีความพยายามทำให้วัสดุเหลือใช้มีประโยชน์ ไม่ถูกนำไปเผา เช่น ในพื้นที่ราบ ให้ทำเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะการหมักสำหรับโคเนื้อที่ จ.พะเยา แต่จำกัดว่าต้องอยู่ในพื้นที่ราบ ใกล้แหล่งเลี้ยงสัตว์ ไม่เหมาะกับพื้นที่สูงมาก ส่วนกรณีพื้นที่สูงบนดอยได้หาแนวทางเช่น การหมักทำปุ๋ย แต่ประสบปัญหาว่าอยู่บนดอย เมื่อทำเป็นปุ๋ยแล้วจะขนส่งไปขายที่ไหนก็ลำบาก ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ราคาขายไม่สูงมาก เมื่อบวกค่าขนส่งสู่ตัวเมืองก็จะแพงจนไร้คนซื้อ ดังนั้นหากจะให้คนพื้นที่สูงทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวก็จะต้องมีผู้ที่ทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์เช่นกัน จึงจะพอเป็นไปได้ ขณะที่การใช้เจ้าหน้าที่ไปรับซื้อวัสดุเหลือใช้ หรือไปรับปุ๋ยลงมาก็พบว่า ไม่คุ้มทุนเช่นกัน” ผศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าว
ผศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ทางออกของสิ่งเหล่านี้ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ได้ทำเป็นตัวอย่างมานานแล้ว ในการหาพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และไม่มีปัญหาเรื่องเศษวัสดุเหลือใช้ในด้านการเกษตรและได้ทำเป็นตัวอย่างตามโครงการพระราชดำริหลายโครงการในภาคเหนือ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวอย่างที่ดีที่พระองค์ทรงทำได้สำเร็จ ขาดแต่เพียงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปขยายผล หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแลให้ความรู้แก่เกษตรกรดังกล่าว ในการปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ราคาดี วัสดุเหลือใช้น้อยและไม่ต้องเผา จะบรรเทาได้ไปมาก ต้องไปศึกษาว่ามีแนวทางใดบ้างที่พอจะนำมาเป็นแบบอย่าง หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่
ขณะเดียวกัน หากไปชี้ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบมารับหน้าที่แก้ไขปัญหาหมอกควันหรือการเปลี่ยนทัศนคติชาวบ้านก็คงยาก ต้องบูรณาการสถาบันการศึกษาทั่วภาคเหนือ ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันคิดร่วมกันทำ โดยยืนอยู่บนการใช้เงินให้น้อยที่สุด แต่ใช้การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นฐานเรียนรู้ ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย ตั้งเป้าจริงจัง รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ปลูกพืชชนิดใหม่ขึ้นมาแล้วมีตลาด ไม่ใช่แนะให้เลิกปลูกพืชชนิดหนึ่ง แล้วให้มาปลูกอีกชนิดโดยไม่มีตลาดให้ ควรให้ชาวบ้านเห็นว่า ทำแบบไหน แล้วจะไม่ต้องมีการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่เกิดมลพิษ และยังเพิ่มเงินในกระเป๋าชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านเห็นว่าทำแล้วได้ผลก็จะสามารถขยายผลอย่างต่อเนื่อง
"เชื่อว่า ถ้าช่วยกันทำอย่างจริงจัง ภายใน 5 ปี จะเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน จะสามารถลดปัญหาลง ไม่ใช่แก้เฉพาะหน้า หรือรอให้เกิดการเผาเกิดวิกฤติแล้วค่อยแก้แบบปีต่อปี แบบขอไปที ซึ่งรู้กันอยู่ว่า แก้ไม่ได้ เสียดายเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละปีและไม่เคยได้ผล โดยเฉพาะเครื่องบินโปรยน้ำที่เห็นอยู่ ใช้งบในการขึ้นบินแต่ละครั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่ผลสะท้อนที่ได้เป็นเหมือนเพียงแค่นำน้ำไปเทในทะเลทราย ไม่ได้ผลอะไร พื้นที่มหาศาลที่ประสบปัญหาหมอกควันจะโปรยอย่างไรก็ไม่ได้ผล เป็นเพียงสลายเงินเล่นในอากาศ” ผศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าว
ขณะที่ "ศศิประภา แถวถาธรรม" นักภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) หรือ จิสด้า (GISTDA) กล่าวว่า ต้นตอที่แท้จริงของหมอกควันที่เกิดในพื้นที่ภาคเหนือ เกิดจากการเผาซากพืชที่แห้ง พวกใบไม้ ส่วนใหญ่เป็นซากพืชหรือวัสดุเหลือใช้ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะซังข้าวโพด หรือซากอ้อย รวมทั้งการเผาพื้นที่ป่าเต็งรัง หรือป่าผลัดใบ โดยในปีนี้มีฝนลงในช่วงเดือนมกราคม ทำให้เศษวัสดุเชื้อเพลิง เช่น ซากพืชในป่าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีความชื้น ไม่เอื้อให้เกิดการเผา แต่เมื่อถึงต้นเดือนมีนาคมกลับร้อน และแห้งจัด รวมทั้งเชื้อเพลิงถูกสะสมต่อเนื่อง ถูกบีบช่วงเวลา เผาทีเดียวในช่วงเดือนมีนาคม ทำให้ปริมาณควันพิษสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ความกดอากาศและทิศทางลมก็มีส่วนสำคัญ ช่วงหน้าร้อนโลกร้อน ความกดอากาศสูงกดทับลงมาอากาศไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนได้ ควันที่ปกคลุมอยู่จึงไม่ไปไหน ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดในภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ กั้นไว้ด้วยภูเขาทั้ง 4 ทิศ หมอกควันที่มีอยู่ก็ถูกกดไว้ด้วยความกดอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งมีลมที่พัดเอาฝุ่นควันจากจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้านมาสมทบ เกิดเป็นหมอกควันปกคลุมหนาทึบทั่วน่านฟ้า
"ขณะที่มาตรการที่ทางการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคิกออฟ ปล่อยแถวกลุ่มรถดับเพลิงพ่นละอองน้ำในอากาศ หรือการนำเครื่องบินของกองทัพอากาศขนน้ำขึ้นโปรยสู่อากาศ ก็เป็นการแก้ที่ปลายเหตุและให้ผลน้อย เพราะให้ความชุมชื้นได้เพียงแค่ในบริเวณที่ทำอยู่และไม่นานก็กลับเป็นเหมือนเดิม สิ่งจะเห็นผลได้มากกว่าคือ ต้องรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้าน เรื่องผลสุขภาพ โดยเฉพาะกระทบทางเดินหายใจ ส่วนกรณีการทำเกษตรพืชไร่ หากไม่ให้มีการปลูกข้าวโพด ก็ต้องมีทางเลือกให้ชาวบ้านทำอย่างอื่น หรืออาชีพอื่นที่ยั่งยืน ที่ผลตอบแทนที่ไม่น้อยไปกว่าที่ชาวบ้านเคยได้รับ หรือวิธีการกำจัดอย่างมีระบบและไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน” น.ส.ศศิประภา กล่าว
ศศิประภา กล่าวว่า ต้องนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการ เข้าไปช่วย แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร โดยในขณะนี้ทางเชียงใหม่ ก็มีวิธีการใหม่ที่เรียกว่า การชิงเผา คือการเผาเพื่อลดเชื้อเพลิงและสร้างแนวกันไฟ ก่อนที่จะถึงฤดูหมอกควัน ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ จะสามารถบรรเทาปริมาณควันสะสม ลดปริมาณได้บ้าง เริ่มทำมาได้ 3-4 ปี โดยมีการทดลองเริ่มดำเนินการอย่างเป็นระบบในปีนี้ ในพื้นที่บริเวณ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่ต้องอาศัยการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และจะขยายไปยังหมู่บ้านอื่นและพื้นที่อื่นๆ ใน จ.เชียงใหม่ รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือต่อไป
ส่วน "จงคล้าย วรพงศธร" ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ทางภาครัฐจะรับทราบถึงปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเผาเพื่อหาของป่า เพื่อล่าสัตว์ หรือเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และได้มีการออกมาตรการจำนวนมาก เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการทำแนวกันไฟ การส่งเสริมอาชีพ หรือการทำเกษตรโดยปลอดการเผา รวมทั้งโครงการธนาคารกิ่งไม้ใบไม้ การทำปุ๋ย หรือการแปรรูปถ่านอัดแท่ง เพื่อบรรเทาปัญหาการเผาป่า หรือเผาไร่ แต่กระนั้นกลับยังไม่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิต และทัศนคติของชาวบ้านได้เท่าที่ควร กระทั่งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ก็ยังมีการเผาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะสนธิกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อตามจับผู้กระทำผิด สลับกับให้ความรู้ปรับทัศนคติชาวบ้าน แต่ด้วยวิถีชีวิตแต่บรรพบุรุษฝังลึก คงจะต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพอสมควร ขณะที่วิธีการที่ชาวบ้านใช้เผา ก็ไม่เหมือนเดิมมีการพัฒนาไปตามยุคสมัย โดยปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจุดธูปหรือยาจุดกันยุงแบบขด ทิ้งไว้ เมื่อไฟเริ่มลุกไหม้ คนจุดก็อยู่บ้านแล้ว จึงตามตัวคนจุดได้ยาก
“นอกจากปัจจัยการเผาที่เกิดในพื้นที่ภาคเหนือเองแล้ว ยังมีปัจจัยจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความเชื่อและวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับชาวไทย และจากการตรวจสอบจุดฮอตสปอตจากดาวเทียมก็พบว่า ประเทศเพื่อนบ้านมีการเผาไม่น้อยไปกว่าภาคเหนือของไทย แต่ขณะเดียวกันประเทศไทยกลับเสียเปรียบ เนื่องจากลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกจะพัดพาเอาหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้านมาด้วย จึงทำให้มลพิษส่วนหนึ่งมาสมทบกับที่มีอยู่แล้วในภาคเหนือของประเทศไทยอีกด้วย” จงคล้าย กล่าว
-----------------------
(ความยากจน มะเร็งร้ายวิกฤติ 'หมอกควัน' : โดย...ปฏิญญา ศรีสุภมาตุ)



