
ยกฟ้องชวนนท์ไม่ผิดหมิ่นปูว.5โฟร์ซีซั่น
16 มี.ค. 2558
พิพากษายกฟ้อง "ชวนนท์" โฆษก ปชป.ไม่ผิดแถลงข่าวหมิ่น อดีตนายกฯ "ยิ่งลักษณ์" ว.5 โฟร์ซีซั่น
วันที่ 16 มี.ค.58 ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ 2492/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อายุ 39 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ,328 และ332
ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 10 ก.ค.56 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 19 -21 ก.พ.55 จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลายฉบับและหลายครั้ง ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่เข้าประชุมสภา แต่เอาเวลาไปทำธุรกิจส่วนตัว หารือกับกลุ่มคนย่อย พูดเรื่องสำคัญของประเทศถือเป็นความเสียหายอย่างยิ่ง ซึ่งสื่อมวลชนนำคำสัมภาษณ์ไปตีพิมพ์หัวข้อข่าว ปชป.ไหลตามน้ำ-ซัดปูทับซ้อน ว่า การพบปะกันระหว่างนายกฯ กับกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น น่าจะสอดคล้องกับที่ กรมธนารักษ์ เลื่อนการปรับราคาที่ดินใหม่...นี่คือใบเสร็จทุจริตเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับความเสียหายโดยบุคคลอื่นเข้าใจว่าผู้เสียหายมีพฤติการณ์ทุจริตและประพฤติมิชอบเอื้อประโยชน์กับกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่เป็นความจริง จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้ยึดทำลายเอกสารที่มีข้อความแสดงการหมิ่นประมาทรวมทั้งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาด้วยอย่างน้อย 7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้วพยานโจทก์ นำสืบทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์โจทก์ร่วม ได้ร่วมประชุมกับนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายอนันต์ อัศวโภคิน และบุคคลอื่นๆ รวม 5 คน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น แม้ในการประชุมดังกล่าวจะไม่เป็นความลับ แต่ก็ไม่เปิดเผยในรายละเอียด โดยขณะนั้นโจทก์ร่วมและ ครม. ได้เลื่อนประกาศการปรับโครงสร้าง การประเมินราคาที่ดินและการปรับผังเมืองการใช้ที่ดิน
ศาลเห็นว่า ที่โจทก์ อ้างว่าเป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นด้านธุรกิจ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าทำไมจึงเป็นการประชุมกันเพียงกลุ่มย่อย ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ แต่กลับไม่มีการประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อีกทั้งการประชุมดังกล่าวก็เป็นความลับไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก จึงทำให้เป็นที่สงสัยของฝ่ายจำเลยในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล นอกจากนี้เมื่อสอบถามไปยังนายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวด้วย แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด ถ้าหากนายอนันต์ เข้าร่วมประชุมด้วยจริงก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ
จากทางนำสืบ ศาลจึงเห็นว่า พฤติการณ์โจทก์ มีเหตุสมควรที่ทำให้จำเลยสงสัย และมีเหตุสมควรที่จำเลยจะออกมาแถลงข่าว ซึ่งแม้จำเลยพิสูจน์เรื่องดังกล่าวไม่ได้ และข้อความที่จำเลยแถลงข่าวนั้นอาจหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การที่จำเลยแถลงข่าวในฐานะพรรคฝ่ายค้านอันมีลักษณะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ดังนั้นยังไม่เป็นความผิด ศาลจึงพิพากษาให้ยกฟ้อง
ภายหลัง นายชวนนท์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอบคุณศาลที่พิพากษายกฟ้อง ยืนยันว่าได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการเดินทางไปประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการประชุมดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดและกำหนดการใช้โค้ดว่า ว.5 มีความหมายว่าปกปิด ไม่เปิดเผยนั้น ตนในฐานะโฆษกและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จึงวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ เพราะช่วงนั้นกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างราคาที่ดินใหม่ การปรับผังเมืองการใช้ที่ดิน ขณะที่การพบปะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่มีการเปิดเผย ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไรก็ดีนอกจากคดี ตนยังถูก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฟ้องอีกสำนวนที่จัดรายการสายล่อฟ้าวิพากษ์วิจารณ์ การประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นอีกด้วย ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างสืบพยาน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด
“ หวังว่าผลคำพิพากษา จะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไปว่า การตรวจสอบของฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดก็ตาม หากตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ควรจะได้รับการคุ้มครองจากศาล ขณะที่ฝ่ายบริหารประเทศก็ควรจะดำเนินการนโยบายอย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้เข้าถึงความจริง และสร้างกรอบจริยธรรมที่ถูกต้องของผู้ที่เข้ามาทำงานทางการเมือง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคตต่อไป ” นายชวนนท์ ระบุ



