
วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ ปูทาง 'รัฐบาลแห่งชาติ' - นายกฯ คนนอก
15 มี.ค. 2558
วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ ปูทาง 'รัฐบาลแห่งชาติ' - นายกฯ คนนอก : โดย...ดารากร วงศ์ประไพ
แนวทางปรองดอง ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเดินต่อไปสักระยะหนึ่ง พอถึงจุดที่เห็นชัดว่าใครผิดใครถูก พอถึงเวลาคนก็จะยอมนิรโทษให้ แต่ก็ต้องไม่ใช่คดีที่ใหญ่เกินไป
หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ต่อจากนี้จะเป็นการทบทวนร่างที่ได้มีการพิจารณาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภายในวันที่ 17 เมษายนนี้
ก่อนหน้านี้ "พรรคเพื่อไทย" ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละประเด็นไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูมุมมองของแกนนำพรรค "ประชาธิปัตย์" ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญดูบ้าง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นต่อภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญว่า ในภาพรวมนั้นส่วนที่น่าพอใจก็มีอยู่ ส่วนที่ไม่น่าพอใจก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนที่ไม่น่าพอใจนี้เองที่เป็นสาระสำคัญ และมีมวลชนที่ทั้งสนับสนุนหรือคัดค้านในประเด็นเหล่านั้นอยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น จึงถือเป็นปัญหาที่ผู้มีอำนาจต้องตัดสินใจว่า จะทำประชามติหรือไม่ ถ้าคิดว่าต้องการคงหลักการในรัฐธรรมนูญนี้ไว้ เพราะถือเป็นสิ่งที่ดีและผ่านการกลั่นกรองแล้วก็ไม่ต้องทำประชามติ เพราะเสี่ยงต่อการที่ประชาชนจะไม่รับร่าง เว้นแต่ว่าในชั้น กมธ., สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือชั้นที่มีการเปิดรับฟังความเห็นจะมีการปรับเปลี่ยน
ดูเหมือนว่าแค่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเพียงร่างแรก ก็ไม่มีการพูดถึงความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ยกตัวอย่างจากประเด็นเรื่องที่มา ส.ว.ที่ให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จำนวน 200 คน ซึ่งที่มา ส.ว.ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่างจากเดิมที่ให้มาจากการเลือกตั้งและสรรหา แต่ร่างฉบับนี้ให้มีแค่ ส.ว.สรรหา หรือที่เรียกว่า มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมทั้งหมด ตรงนี้ถือว่าถอยหลังกลับไปจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาก
“คิดว่า กมธ.ยกร่างฯ มีวิธีคิดที่ผิด เพราะอันที่จริงคุณต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าคุณจะให้ ส.ว.มีหน้าที่อะไร แต่ว่าคนร่างกลับตั้งโจทย์ก่อนว่าจะมี ส.ว.ที่มาจากการสรรหา หรือมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แล้วจึงไปใส่อำนาจที่หลัง”
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วนอกจากจะถอยหลังไปจากปี 2550 โดยให้มี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทั้งหมด กลับกลายเป็นว่ามีอำนาจมากกว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง อีกประเด็นคือการกำหนดให้ ส.ว.สามารถเป็นติดต่อกัน 2 วาระได้ ตรงนี้แน่นอนว่าไม่เห็นด้วย
ขอยกตัวอย่างว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 เวลา ส.ว.อภิปรายในสภา ก็จะแยกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน คือฝ่ายหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายหนึ่งมาจากการสรรหา ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นน้ำกับน้ำมัน เวลามองปัญหาก็จะมองต่างกัน นั่นคือขัดแย้งกันเองในองค์กร
“แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถ้าออกมาเช่นนี้ ส.ว.จะไม่ขัดแย้งกันเองในองค์กร แต่ปัญหาจะออกนอกวุฒิสภา ซึ่งจะขัดแย้งกับสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั่นคือ สภาผู้แทนราษฎร นี่เป็นปัญหาซึ่งจะเป็นการขัดแย้งกันระหว่าง 2 สถาบันซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และอาจทำให้รัฐธรรมนูญมีปัญหา”
ประเด็นที่มา ส.ส.ที่ใช้ระบบสัดส่วนผสมเหมือนประเทศเยอรมนี โดย กมธ.ให้เหตุผลว่า จะทำให้ได้รัฐบาลผสมมาจากหลายพรรคมองอย่างไรต่อประเด็นนี้
เห็นว่าเรากำลังกลับหลักเดิม ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปี 2557 เราจะเห็นว่า 17 ปีที่ผ่านมาประเทศต้องการพรรคการเมืองและรัฐบาลที่เข้มแข็ง และฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่เมื่อขึ้นปีที่ 18 เรากลับไปที่หลักเดิมคือ ไม่ต้องการรัฐบาล และฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่ต้องการรัฐบาลผสม
“ผมคิดว่าในสังคมที่เป็นประชาธิไตยเขาไม่ต้องการหลักที่ กมธ.ยกร่างฯ ร่างมา เขาต้องการพรรคใหญ่ 2 พรรคและพรรคเล็กๆ ไปสนับสนุน ผลัดกันเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาล แต่เมื่อ กมธ.เห็นว่าควรที่จะใช้รูปแบบนี้ ถึงจะแบ่งเป็น 20 พรรค ผมก็ไม่มีปัญหา เพราะผมก็อยู่ใน 1 ใน 20 พรรคนั้น”
เขายังเห็นว่า จากเดิมที่พรรคไหนมีอำนาจพรรคเล็กๆ ก็จะเข้าหา แต่ต่อไปจะกลายเป็นว่าพรรคใหญ่ต้องเข้าหาพรรคเล็ก เพราะรูปแบบเช่นนี้จะทำให้พรรคเล็กมีอำนาจ ดังนั้น พรรคเล็กสามารถแต่งตัวรอได้ทันที ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องของศักยภาพของพรรคใหญ่ในการรวบรวมเสียงจากพรรคเล็กๆ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพรรคที่ได้ที่สองก็สามารถไปจับมือกับพรรคเล็กๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้
แน่นอน แต่โดยหลักแล้วพรรคใหญ่ควรมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น สิ่งที่ กมธ.ร่างคือร่างที่จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น
รัฐธรรมนูญที่ออกมากำลังออกแบบเพื่อให้มีรัฐบาลแห่งชาติ เพราะหากไปดูในบทบัญญัติที่ กมธ.เขียนไว้ว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากสภาลงมติไม่ไว้วางใจก็จะส่งผลให้สมาชิกภาพการเป็นรัฐบาลต้องสิ้นสุดลง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐสภาต้องสิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน ตรงนี้จึงนำไปสู่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และก็จะนำไปสู่ประเด็นที่ว่า นายกฯ มาจากคนนอก
“รูปแบบที่เขาออกแบบมา การถ่วงดุลจะหายไป เพราะเขาต้องการให้การแก้ปัญหาประเทศชาติโดยให้ทุกคนมาร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล ส่วนจะวุ่นวายหรือไม่นั้นอำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบนั้นไม่ดีอยู่แล้ว อำนาจเท่านั้นที่จะหยุดอำนาจได้”
นายนิพิฏฐ์ ยังได้แสดงความเห็นต่อ ส.ส.ในระบบสัดส่วนที่มีการแบ่งเป็น 6 โซนว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้มีปัญหาที่จะทำให้พรรคอ่อนแอ และมีความขัดแย้งกันเองภายในพรรค แต่ละคนต้องหาเสียงตัวเองซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น และถ้าไปมีการปรับในส่วนนี้เห็นว่าจะทำให้พรรคอ่อนแอ ดังนั้นแนวทางที่ควรจะเป็นคือ ให้พรรคเป็นคนคัดเลือกผู้สมัครบัญชีรายชื่อเอง
การให้มีสมัชชาคุณธรรม มีหน้าที่ในการตรวจสอบรวมถึงถอดถอนนักการเมือง ซึ่งมีบางฝ่ายมองว่า อำนาจหน้าที่ขององค์กรนี้อาจจะเป็นการก้าวล่วงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ มองอย่างไร
ส่วนตัวเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะองค์กรนี้ใช้ความคิด และอัตตาตัวเองไปตัดสินคนอื่น ตรงนี้จะเป็นปัญหา ยิ่งถ้าให้สมัชชาคุณธรรมมีอำนาจในการถอดถอนได้ตรงนี้ยิ่งไปกันใหญ่ และจะผิดหลักตรงที่ว่า องค์กรนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่อำนาจจะใหญ่กว่าองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นต้องมีการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาใหม่ที่มีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในการทำหน้าที่
ความเห็นต่อประเด็นการสร้างความปรองดองที่ให้มีคณะกรรมการการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีตัวแทนมาจากคู่ขัดแย้ง
เห็นว่าไม่ได้ผล เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์เองเราก็ยืนอยู่ในจุดยืนว่าเราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่เราขัดแย้งกับคนที่ขัดแย้งกับประเทศไทย แต่ถ้าคุณเดินตามกรอบรัฐธรรมนูญ ตามกรอบของกฎหมายของประเทศไทยเราก็ไม่ขัดแย้งกับคุณ ดังนั้นจึงเห็นว่าหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมานั้นเชื่อว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ ถ้าขอความเห็นเราก็ไปแสดงความเห็นได้ แต่จะให้เป็นหนึ่งองค์กรนั้น เห็นว่าคงไม่ไป
แนวทางในการสร้างความปรองดองคือ การให้กระบวนการยุติธรรมเดินต่อไปสักระยะหนึ่งพอถึงจุดที่เห็นชัดแล้วว่า ใครผิดใครถูกพอถึงเวลาคนก็จะยอมที่จะนิรโทษให้ แต่ก็ต้องดูว่า ไม่ใช่คดีที่ใหญ่เกินไป
ส่วนประเด็นการขออภัยโทษนั้น เขาเห็นว่า ก่อนหน้านี้กระบวนการปรองดองจะเริ่มที่การสร้างความปรองดองแล้วมานิรโทษ แต่มาคราวนี้มีการวางหลักใหม่คือ ปรองดองแล้วอภัยโทษ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าการอภัยโทษกับนิรโทษนั้นต่างกัน หลักของอภัยโทษคือ 1.ต้องอยู่ในการควบคุมของรัฐ 2.ต้องยอมรับว่าตัวเองผิดจริงแล้วจึงขออภัยโทษได้
ส่วนตัวเห็นด้วยกับการอภัยโทษซึ่งไม่จำเป็นต้องรับโทษ สมมุติว่าอยู่ในระหว่างการประกันตัวมาตลอด แต่พอถึงเวลายอมรับว่าตัวเองผิดจริงก็สามารถขออภัยโทษได้
ความเห็นต่อการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ที่มองกันว่าเป็นการแปลงร่างมาจาก สปช.และ สนช.เดิม
เชื่อว่าความคิดนี้ไม่ใช่ความคิดของ คสช. แต่เป็นความคิดของคนที่เสพติดอำนาจ ซึ่งผมยังมองในแง่ดีว่าท้ายที่สุด คสช.จะไม่เอาด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะถ้าคสช.เอาด้วย ก็จะเกิดการขัดแย้งกันเอง เพราะองค์กรนี้ก็จะไปขัดแย้งกับสภา ในอนาคต ซึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ในทางกลับกันสมมุติว่า คสช.เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ก็จะนำมาสู่การปฏิเสธอำนาจ ซึ่งพรรคการเมืองก็ต้องมาร่วมมือกันในการปฏิเสธอำนาจ
ถามว่าข้อเสนอที่เสนอมานั้นดีหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ที่มาขององค์กรนี้ไม่ชอบธรรม ซึ่งถ้าพรรคการเมืองไม่รับอำนาจ องค์กรก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ความขัดแย้งก็จะเพิ่มขึ้น ตรงนี้จึงเป็นช่องว่างที่จะทำให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญได้
มองการเมืองต่อจากนี้อย่างไร รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะผ่านไปด้วยดีหรือไม่ เพราะหลังจากนี้จะต้องมีการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ
ในช่วงรับฟังความเห็นอาจจะมีปัญหา เพราะบางส่วนเห็นว่าบรรยากาศขณะนี้ไม่เปิดสำหรับการรับฟัง หรือบรรยากาศขณะนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่า การแสดงความเห็นกับการด่ามีเส้นบางๆ ที่กั้นไว้เท่านั้น ถ้าไม่กำกับหรือควบคุมให้ดีก็จะเกิดปัญหา แต่ถ้ามีการควบคุมมากเกินไป ก็จะมีปัญหา ตรงนี้อาจจะทำให้บรรยากาศเกิดความวุ่นวายขึ้นได้
มีการออกมาแสดงความกังวลสถานการณ์ต่างๆ อาจทำให้การเลือกตั้งยืดเยื้อไปจนถึงปี 60 ได้
เชื่อว่าการเลือกตั้งต้องดำเนินไปตามโรดแม็พ เพราะถ้าเปลี่ยนการเลือกตั้งจากเดิมที่วางไว้ ก็ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งก็ไม่ดี ดังนั้นก็ต้องเดินไปตามนั้น อีกประการคือหลายประเทศในขณะนี้มีการบีบเพื่อให้เราได้เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งให้ได้โดยเร็วที่สุด ดังนั้นจึงต้องเดินไปตามแผนที่วางไว้
--------------------
(วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ ปูทาง 'รัฐบาลแห่งชาติ' - นายกฯ คนนอก : โดย...ดารากร วงศ์ประไพ)



