
ไอเอสกับการทำลายล้างทางวัฒนธรรม
15 มี.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ไอเอสกับการทำลายล้างทางวัฒนธรรม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
อีกครั้งหนึ่ง ที่หัวใจของนักโบราณคดี รวมทั้งผู้รักในศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลกเหมือนถูกมือมารบีบรัดจนแทบจะขาดรอนๆ และเหมือนกับสัญญาณเตือนให้ยิ่งตระหนักมากขึ้นว่า สงครามในอิรักและซีเรียที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวนั้น นับวันยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นทุกที เมื่อกลุ่มติดอาวุธญิฮัดรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ปรับยุทธศาสตร์การข่มขวัญโลกใหม่จากการฆ่าตัดคอตัวประกันเป็นว่าเล่น เปลี่ยนมาเป็นการทำลายล้างทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ด้วยการทำลายซากอารยธรรมโบราณอายุกว่า 2-3 พันปี หลายแห่ง อ้างว่าเป็นหน้าที่ผูกพันทางศาสนาของชาวมุสลิมที่ห้ามบูชารูปเคารพและอนุสรณ์สถานต่างๆ โดยไม่คิดว่าโบราณสถานเหล่านั้นหาใช่สมบัติล้ำค่าของอิรักและซีเรียเท่านั้น หากแต่เป็นมรดกอันล้ำค่าของมนุษยชาติและของโลก
การจงใจทำลายซากอารยธรรมโบราณไม่หยุดหย่อน โดยไม่สนใจเสียงประณามของสหประชาชาติว่าเป็นอาชญากรสงคราม ได้สร้างความเสียหายอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคราวที่กลุ่มตาลีบันได้ระเบิดทำลายพระพุทธรูปบามิยัน พระพุทธรูปหินขนาดใหญ่ที่เก่าแก่และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2544 หรือพอๆ กับที่มรดกทางประวัติศาสตร์เกือบ 300 แห่งในซีเรียได้รับความเสียหายจากสงครามกลางเมืองซึ่งเพิ่งครบรอบ 4 ปี เมื่อไม่กี่วันมานี้ ในจำนวนนี้ รวมไปถึงโบราณสถาน 6 แห่ง ที่องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ได้แก่ เมืองโบราณอเล็ปโป อดีตศูนย์กลางการค้าอายุเก่าแก่ร่วม 7,000 ปี เมืองบัสรา กรุงดามัสกัส เมืองครักเดเชอวาลีเยร์ และแพลไมรา เมืองกรีกโบราณที่เคยเป็นที่พักของกองคาราวาน ไม่นับรวมไปถึงการโจรกรรมโบราณวัตถุหลายหมื่นชิ้นช่วงที่สหรัฐบุกยึดครองอัฟกานิสถานและอิรัก
นักโบราณคดีหลายคนเปิดเผยว่า ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอิรักถูกไอเอสทำลายแล้วอย่างน้อย 9 แห่ง ได้แก่
1.เมืองนิมรอด หรือนิมรุด ที่ทอดยาวไปตามแม่น้ำไทกริส ห่างจากเมืองโมซุล ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ 1,300 ปีก่อนคริสตกาล หรือมีอายุประมาณ 3,000 ปี อดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัสซีเรียใหม่ที่เรืองอำนาจในช่วง 900-612 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งขณะนั้นถือเป็นรัฐที่มีอำนาจเข้มแข็งที่สุดในโลก มีอาณาเขตครอบคลุมดินแดนของอียิปต์ ตุรกี และอิหร่านในปัจจุบัน เมืองนี้ซึ่งตั้งชื่อตามกษัตริย์นิมรอด ผู้สร้างนครบาบิโลน ได้รับยกย่องว่าเป็น “เพชรยอดมงกุฎ” แห่งอารยธรรมอัสซีเรีย องค์การยูเนสโกกำลังดำเนินการจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากนักโบราณคดีขุดพบเครื่องประดับชุดต่างๆ และหินมีค่าจากใต้ดินเมื่อปี 2521 ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 โชคดีที่ทางการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่าเกือบทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในโมซุล กรุงแบกแดด กรุงลอนดอน และกรุงปารีส รวมไปถึงรูปปั้นนูนสูงลามาสสุ ซึ่งเป็นรูปกระทิงมีปีกที่มีศีรษะเป็นมนุษย์ ซึ่งขณะนี้เก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์กรุงลอนดอน แต่ก็ยังมีโบราณวัตถุขนาดใหญ่จำนวนมากหลงเหลืออยู่
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสได้ปล้นสะดมครั้งใหญ่ขนโบราณวัตถุล้ำค่าในเมืองนิมรอดจำนวนมาก คาดว่านำไปขายเพื่อหาทุนมาทำสงคราม ก่อนจะใช้รถไถดินไถทำลายโบราณสถาน รูปปั้นและกำแพงเมืองลงจนราบเรียบ อ้างว่า โบราณสถานและโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นรูปเคารพจอมปลอมที่จะต้องทำลายทิ้ง อย่างไรก็ดี ดร.ลาเมีย อัล ไกลานี นักโบราณคดีของอิรัก โต้ว่า ไอเอสต้องการลบประวัติศาสตร์ของอิรักแล้วจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่
2.เมืองฮัตรา เมืองโบราณกลางทะเลทราย ห่างจากเมืองโมซุลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร อดีตเคยเป็นเมืองป้อมขนาดใหญ่สมัยอาณาจักรพาร์เธียน ที่สามารถสกัดกองทัพโรมันไม่ให้สามารถยึดเมืองนี้ อีกทั้งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัสซีเรีย เมืองฮัตราที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 2,000 ปี แห่งนี้ ได้รับยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมงดงามเก่าแก่ที่หาค่ามิได้ โดยผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออก นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมสำหรับใช้เป็นตัวแทนเพื่อบูชาเทพเจ้าต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเทพอพอลโลและโพไซดอน ยูเนสโกได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก แต่กลุ่มไอเอสก็ไม่สนใจ นอกจากใช้ระเบิดทำลายวิหารขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 7 มีนาคมแล้ว ยังใช้รถแทรกเตอร์กวาดทำลายในส่วนที่เหลือ หลังจากได้ขนทองคำและเงินไปจำนวนมาก
3.พิพิธภัณฑ์เมืองโมซุล ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพิพิธภัณฑ์แบกแดด รูปปั้นหลายชิ้นนำมาจากเมืองนิมรอดและฮัตรา แต่ละชิ้นมีอายุก็ไม่ต่ำกว่า 2-3 พันปี กลุ่มนักรบไอเอสได้ใช้ทั้งค้อนและเครื่องเจาะหินโค่นฐานเสาหิน ทำลายวัตถุโบราณ และทุบทำลายโบราณวัตถุล้ำค่าภายในพิพิธภัณฑ์เมืองโมซุล ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริส ทางตอนเหนือของอิรัก ถือเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากกรุงแบกแดด อดีตเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เคยรุ่งเรืองในสมัยอาณาจักรอัสซีเรีย ก่อนจะตกเป็นของมองโกล เปอร์เซีย เติร์ก และจักรวรรดิออตโตมาน คาดว่าได้รับความเสียหายราว 90 ชิ้น นอกจากนี้ กลุ่มไอเอสยังทำลายวัตถุโบราณและระเบิดมัสยิดคุดร์ใจกลางเมืองโมซุลเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์
4.สุสานโจนาห์ หรือนาบิ ยูนุส ไชร์น หนึ่งในสุสานชื่อดังที่สุดในโมซุลถูกทำลายราบเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2557
5.ห้องสมุดโมซุล กลุ่มไอเอสยังวางเพลิงเผาห้องสมุดของพิพิธภัณฑ์ หนังสือนับหมื่นๆ เล่มและต้นฉบับอันหาค่ามิได้ถูกเผาเรียบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ กระทั่งยูเนสโกต้องประณามการเผาห้องสมุดแห่งนี้ว่า เป็นการเริ่มต้นของการทำลายล้างทางวัฒนธรรมของญิฮัด
6.หอคอยทาลาฟาร์ จากภาพถ่ายที่ปรากฏเมื่อเดือนมกราคม สะท้อนว่า กำแพงของหอคอยในทาลาฟาร์ ทางตอนใต้ของโมซุล ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คาดว่าการทำลายคงจะมีขึ้นในราวปลายปีที่แล้วหรือเมื่อต้นปีนี้
7.รูปปั้นอาบู ทัมมาน กวีอาหรับในศตวรรษที่ 19 ซึ่งพำนักอยู่ในเมืองโมซุลและได้แต่งบทกวีถึง 10 เล่ม อนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกทำลายเมื่อกลางปีที่แล้ว
8."กรีนเชิร์ช" หรือ "มาร์ อาฮูดามา" หรือ โบสถ์เขียว โบสถ์โบราณของคริสต์ที่สร้างขึ้นเมื่อราว 1,300 ปีมาแล้ว ในเมืองทิกริต ตรงจุดที่ชาวอัสซีเรียที่นับถือคริสต์ถูกกองทัพผู้รุกรานมองโกลสังหารหมู่เมื่อ พ.ศ.1801 แต่แล้วก็ถูกนักรบญิฮัดไอเอสทำลายยับเยินเมื่อปลายเดือนกันยายน หรือต้นตุลาคมปีที่แล้ว
9.ไชร์น ออฟ โฟร์ตี้ อนุสรณ์สถานในเมืองทิกริต ซึ่งฝังศพ 40 ทหารกล้าในยุคเมโสโปเตเมียเมื่อ พ.ศ.1181 ถูกไอเอสระเบิดแหลกเป็นจุณเมื่อปลายเดือนกันยายน
ก็สมแล้วที่ บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ จะประณามว่า เป็น “การล้างผลาญที่ไม่อาจยอมรับได้” และการกระทำของกลุ่มไอเอสเข้าข่ายก่อ “อาชญากรรมสงคราม”
ส่วน เจฟ อัลเลน จากกองทุนอนุสาวรีย์โลกชี้ว่า ไอเอสกำลังเดินหน้าใช้ความรุนแรงกับประวัติศาสตร์ เพื่อลบอัตลักษณ์ในอดีตของอิรัก
-------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ไอเอสกับการทำลายล้างทางวัฒนธรรม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



