ข่าว

อยู่ที่‘คสช.’จะเลือกเดินทางไหน

อยู่ที่‘คสช.’จะเลือกเดินทางไหน

13 มี.ค. 2558

อยู่ที่‘คสช.’จะเลือกเดินทางไหน : คิดข้ามขั้ว โดย... ไพศาล สังโวลี

 
 
          จริงอยู่, สิ่งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า “คสช.” พูดมาตลอด แม้กระทั่งแต่งเพลงให้คำมั่นสัญญาขอโอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติให้กลับสู่ความสงบสุขสมานฉันท์ เหมือนก่อน 
 
          อาจทำให้กระแสต่อต้านโดยรวมของคนไทยไม่มากนัก อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า การยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของพรรคเพื่อไทยขณะนั้น เป็นทางเดียวที่จะยุติปัญหาขัดแย้งทางการเมืองลงได้ชั่วคราว และจัดการปัญหาตามเสียงเรียกร้องที่คนส่วนใหญ่ต้องการให้ปฏิรูปประเทศ
 
          เรื่องปฏิรูปประเทศ เชื่อว่า ไม่ใช่การริเริ่มจาก “คสช.” เพราะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงการเคลื่อนไหวของ “กปปส.” แล้ว โดยมีข้อยืนยันว่า เป็นความต้องการของประชาชนจำนวนมาก จากการหลั่งไหลเข้าร่วมแสดงเจตจำนงผ่าน “มวลมหาประชาชน” ทั้งยังปักหลักยืนหยัดในข้อเรียกร้องนานหลายเดือน
 
          แต่นั่น ไม่ได้หมายความว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ต่อต้าน “คสช.” ตั้งแต่แรก นิยมชมชอบการรัฐประหาร ต้องการการปกครองโดยทหาร หรือ พอใจที่ได้รัฐบาล “คสช.” มาขัดตาทัพ 
 
          เพราะอย่าลืมว่า นอกจาก “คำมั่นสัญญา” ที่ดูเหมือนจะรู้ตัวเองดีว่า ก้าวเข้ามามีอำนาจโดยที่ไม่ได้มาจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าจะมาเร็วไปเร็ว
 
          ยังมี “โรดแม็พ” การคืนอำนาจให้ประชาชนภายในปีเศษ หลังดำเนินการปฏิรูปประเทศ ไปพร้อมกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วเสร็จ รวมถึงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และส่งไม้ต่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
 
          ทั้งสองเรื่อง คือ โอกาส และความเชื่อมั่นในคำมั่นสัญญาของชายชาติทหาร ที่คนไทยมอบให้ในระยะเวลาหนึ่งตาม “โรดแม็พ” เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าระยะยาว จะด้วยข้ออ้างใดก็ตาม เพราะนั่นหมายถึงการ “ผิดคำสัญญา” และก็จะเริ่มนับถอยหลังความไม่ชอบธรรมไปจากวินาทีนั้น 
 
          นี่คือ เหตุผลที่หลายคน เริ่มออกมาแสดงความเป็นห่วง เป็นกังวลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จนเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน
 
          โดยเฉพาะประเด็น “สืบทอดอำนาจ” แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมายืนยันแล้วว่า ไม่จริง ก็ตาม 
 
          แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ทำให้เห็นได้ชัดเช่นกันว่า เป็นการ “เปิดช่อง” เอาไว้ 
 
          นับแต่ การเปิดช่องให้มี นายกรัฐมนตรีคนนอก ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเกิดวิกฤติ
 
          การกำหนดกติกาให้พรรคการเมือง ขนาดกลาง และเล็กเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในอำนาจการเมือง
 
          การเปิดช่องผ่านสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ, คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่ง ประกอบด้วย จาก สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) 60 คน จาก สนช.(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญการปฏิรูปด้านต่างๆ 30 คน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เกิน 5 คน
 
          เหล่านี้ ถ้ามองแบบผิวเผินก็คือ การอุดช่องว่างของปัญหาการเมืองที่เคยเกิดขึ้น เช่น การมีนายกฯ คนนอกเพื่อผ่าทางตันทางการเมืองยามวิกฤติอย่างที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ ทำให้ผู้มีอำนาจอ้างยึดกฎหมายจนละเลยที่จะรับผิดชอบต่อกระแสต่อต้านและความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
          เช่นเดียวกัน การให้พรรคขนาดกลางและเล็กเป็นตัวแปรอำนาจการเมือง ก็เพื่อทำให้มีทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลที่หลากหลาย ไม่ผูกขาดการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่แต่พรรคการเมืองใหญ่ที่กุม ส.ส.ในสภา 
 
          และคณะกรรมการต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อสานต่อการปฏิรูประเทศ การสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะในด้านที่ไม่อาจทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น และเพื่อเป็นเครื่องการันตีว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องทำต่อไป เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้
 
          ขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง มองว่าเป็น "เกมการเมือง" เหมือนที่ผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมีที่ผ่านมาเคยทำ ก็ถือว่า "เปิดช่อง" ให้สืบทอดอำนาจได้เหมือนกัน 
 
          เหนืออื่นใดอยู่ที่การแสดงความจริงใจของ คสช., สปช., และ สนช., ว่าจะเลือกเป็นนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่และมีอำนาจวาสนา จากการสืบทอดอำนาจ หรือ จะเป็น "รัฐบุรุษ" ผู้สร้างแบบอย่างอันน่าเคารพนับถือทางการเมือง ของคนรุ่นต่อจากนี้ไป 
          
          และไม่ว่าจะเลือกทางไหน ล้วนมี "บทเรียน" อยู่แล้ว!!!