
แจก ส.ป.ก.3 พันไร่ ให้กรรมกรเป็นเกษตรกร
หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ที่ผ่านมา มีคำกล่าวกันว่า ช่วงนั้นเป็นภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักมาก และมีการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
มีการเลิกจ้างแบบยกโรงงาน เนื่องจากนายจ้างปิดกิจการ เช่น โรงงานสิ่งทอขนาดใหญ่ ย่านรังสิต ที่ในช่วงนั้นเลิกจ้างพนักงานรวดเดียว 5,000 กว่าคน ส่งผลให้โรงงานร้างไปทันที “ฉันทนา” สาวโรงงานทอผ้า แทบจะกลายเป็นตำนานไปในพริบตา
ยังไม่รวมสถาบันการเงิน หรือไฟแนนซ์ อีกหลายแห่ง ทำให้ “มนุษย์ทองคำ” กลายไปเป็นคนตกงานในชั่วข้ามคืน มีชะตากรรมไม่ต่างกับ “ฉันทนา”
วิกฤติในปี 2552 นี้ แม้ว่าจะไม่สาหัสสากรรจ์ เท่าวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็นับว่ามีคนตกงานเป็นจำนวนมากอีกครั้ง
ประสบการณ์ทำให้ต้องตัดสินใจว่าความพยายามที่จะดั้นด้นสู้เป็นลูกจ้างพนักงานต่อไป อนาคตข้างหน้าอาจโชคดี หรืออาจได้ประสบการณ์แบบนี้อีกครั้ง หรือจะตัดใจคืนถิ่นเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกร อาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ และความพอเพียง
ปัญหาก็ตรงที่ว่า ถ้าจะกลับไปแล้วจะเอาที่ดินที่ไหนไปทำกิน
นี่อาจเป็นที่มาของโครงการช่วยเหลือคนตกงานของกระทรวงแรงงาน โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผนึกกำลังกับกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดให้คนตกงานได้มีโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกิน
ถึงแม้จะเป็นแผลเก่าที่พรรคประชาธิปัตย์เคยประสบวนก่อนหน้านี้ แต่ด้วยภาวะเช่นนี้ โครงการที่กระทรวงแรงงานจับมือกับกระทรวงเกษตรฯ จึงเป็นโครงการที่ต้องถูกจับตาตรวจสอบอย่างเข้มข้น
ถึงแม้จะมีเจตนาที่บ่งชัดว่าเพื่อให้ความช่วยเหลือคนตกงานก็ตามที โครงการที่เริ่มต้นเมื่อต้นเดือนนี้ จึงถูกสปอตไลท์ฉายจับอย่างช่วยไม่ได้
เพราะกฎกติกาง่ายๆ ที่มุ่งให้เกิดการเข้าถึงที่ดินนั้น น่าเป็นห่วงว่า เอาเข้าจริง คนที่อยากเป็นเกษตรกรจะได้ที่ดินไปจริงหรือ ?
อัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อธิบายว่า เมื่อมีความตั้งใจเป็นเกษตรกรแล้วก็จะต้องเข้ามาเริ่มปฏิบัติกันจริงๆ โดยมีการฝึกและประเมินผล
เริ่มจาก ยื่นใบสมัครที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2552
จากนั้นจะมีการคัดเลือก แล้วส่งรายชื่อให้ ส.ป.ก.เพื่อคัดตัวไปอบรม และเรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรกร เรียนรู้เรื่องหลักการเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในพื้นที่แปลงเกษตรกรรม ของศูนย์อบรมที่ ส.ป.ก.จัดเตรียมไว้
ระหว่างฝึกอบรมจะมีที่พัก อาหาร อุปกรณ์ฝึกอบรม แถมเบี้ยเลี้ยง วันละ 100 บาท ระยะเวลาฝึกอบรมราวๆ 3-6 เดือน
ผ่านกระบวนการฝึกอบรมแล้ว ถ้าใจยังสู้ต่อ ยืนยันเป็นเกษตรกรให้ได้ ส.ป.ก.จะจัดที่ดินให้ทำกินชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี คนละประมาณ 2.5-10 ไร่
จากนั้นค่อยว่ากันอีกทีว่ามีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองที่ ส.ป.ก.ถาวร ได้หรือไม่
ตรงนี้ ส.ป.ก.มีประสบการณ์เรื่องแจก ส.ป.ก.มาแล้ว จึงได้วางกฎเหล็กในการคัดเลือก การประเมินอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้คนที่อยากเป็นเกษตรกรอย่างแท้จริง
ไม่ใช่ได้คนที่มาครึ่งๆ กลางๆ แล้วขายสิทธิให้นายทุน !
ส.ป.ก.ได้จัดเตรียมที่ดินทำกิน สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ “สร้างโอกาสเข้าสู่ที่ดินทำกินรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง” ในพื้นที่ 22 จังหวัด จำนวน 2,617 ไร่
ภาคเหนือ 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์
ภาคอีสาน 7 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ หนองคาย อุบลราชธานี
ภาคกลาง 8 จังหวัด คือ กาญจนบุรี จันทบุรี ชัยนาท ปทุมธานี ระยอง ลพบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี
ภาคใต้ 1 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี
คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนั้นจะต้องเป็น “ผู้ถูกเลิกจ้าง” และมีความประสงค์จะเป็นเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการจำกัดจำนวน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกเลิกจ้างทุกคน
กรมการจัดหางานจะมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถูกเลิกจ้างทุกคนที่เข้ามารายงานตัว หรือเข้ามาหางานกับกรมการจัดหางานได้รับทราบเกี่ยวกับโครงการนี้
ถึงแม้จะเป็นโครงการที่ดี และวางกรอบเพื่อป้องกันครหาไว้ค่อนข้างนรัดกุม แต่ด้วยเพราะเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ จึงยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าที่สุดแล้ว คนตกงานจะได้โอกาสไปจริงหรือไม่ หรือเกษตรกรตัวจริงไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เพราะอาชีพเกษตรกรที่สืบทอดมาแต่โบร่ำโบราณนั้น หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ต้องยอมรับว่านี่คือโอกาสของการเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนจาก “ลูกจ้าง” เป็น “นาย” ของตัวเอง !
ศรายุทธ สายคำมี



