
บทสรุปสมานฉันท์ อย่ายึด "หลักกู"
ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งกรณี "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ ผู้ใกล้ชิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกในข้อหาก่อการร้าย หรือกรณีกลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่กลายเป็นประเด็นฮอตที่จะจุดชนวนของ
นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ และเป็นบททดสอบของ "บทสรุป" ผลการทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี "ดิเรก ถึงฝั่ง" ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน ที่ใช้เวลาศึกษาหาแนวทางเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง และสร้างความสมานฉันท์ให้คนทุกกลุ่ม ซึ่งผลการศึกษามีการจัดพิมพ์จำนวน 2,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายไปทั่วประเทศหลังส่งถึงมือนายกฯ วันที่ 16 กรกฎาคมนี้
อย่างไรก็ตามแม้กรรมการสมานฉันท์จะมีบทสรุปออกมา แต่ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า แนวทางที่กรรมการสมานฉันท์จะทำให้ "อุณหภูมิการเมืองและความขัดแย้งลดลง" ซึ่ง "ดิเรก" เองก็บอกเป็นนัยๆ ว่า หากทุกคนยึดตัวเองเป็นหลัก "ไอ้นี่เป็นของข้า (กู) ใครอย่าแตะ" หากทุกคนเห็นแก่ประเทศชาติ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แล้วปฏิบัติตามข้อเสนอในรายงาน บ้านเมืองก็สงบ เชื่อว่าทั้งเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ต่างก็คิดเหมือนกันคือ เรื่องสมานฉันท์ เขาก็ถอย แต่จะถอยมากน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
ทั้งนี้ "ดิเรก" ยอมรับว่า ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ มาตรา 237 การยุบพรรค และการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค เป็น "ของร้อน" ซึ่งประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งต้องมีกลุ่มที่ "คัดค้าน" แน่นอน แม้แต่ในการประชุมของคณะกรรมการสมานฉันท์เองก็ถกเถียงกันแบบเอาเป็นเอาตาย
"ขณะนี้บ้านเมืองมีความแตกแยกกันแบบนี้แบ่งกันเป็นภาค ลามไปถึงครอบครัว มันยับเยินขนาดนี้แล้ว ทุกคนต้องร่วมกันสร้างความสมานฉันท์ ดังนั้นทุกคนอย่ายึดความเห็นตนเองเป็นหลัก ปัญหาก็แก้ไม่ได้ บ้านเมืองก็พินาศ ถามว่าจะเอาบ้านเมืองหรือเอากลุ่มคน??? ดังนั้นต้องคิดใหม่ ว่า "ประเทศของเรา เราต้องแก้ปัญหาให้ได้" นี่คือแนวคิดของ "ดิเรก"
สำหรับตัวบุคคลที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า เป็น "ปม" ของความขัดแย้ง ไม่ใช่ใครที่ไหน "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี" นั่นเอง เพราะหากไม่แก้ปมนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็คงไม่เกิดความสมานฉันท์ ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์จึงฝากข้อคิดถึง "นายใหญ่" ของพรรคเพื่อไทย ว่า "คนไทยมีพื้นฐานทางจิตใจที่เป็นคนขี้สงสาร ถ้าคนทำความผิดแล้วทำตัวน่าสงสาร อยู่นิ่งๆ กระแสความสงสารจะท่วมท้น ส่งผลดีต่อตัวคนนั้น"
"ยกตัวอย่าง จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประพาส จารุเสถียร ตอนที่ถูกกระแส 14 ตุลาคม 2516 ต้องหนีไปต่างประเทศ ถูกเรียกว่า "ทรราช" ซึ่งรุนแรงมาก แต่เพราะท่านอยู่เฉยๆ แล้วก็กลับมาเมืองไทย ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเอาคำพระเข้าข่ม ทั้งสงบเป็นนิ่งเป็น"
นอกจากปมนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การตัดสินใจ" ของผู้มีอำนาจ นั่นก็คือ ตัวนายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ซึ่ง "ดิเรก" ย้ำว่า รัฐบาลต้องเป็นหัวหอกสำคัญต้อง "กล้าทำ" ในสิ่งที่ถูกต้อง ยึดหลักความเป็นธรรมตามหลักปรัชญา "ถ้าความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีในชาติไม่เกิด"
"ดิเรก" ได้วิเคราะห์บุคลิกของ "นายกฯ อภิสิทธิ์" แบบผู้ใหญ่มองเด็กว่า "สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน เป็นคนก้าวร้าว เชื่อมั่นในตัวเองสูง มองเหมือนคนโอหัง จองหอง อาจเป็นนักเรียนนอก เรียนเก่ง มีความรู้ความสามารถ กำลังอยู่ในวัยคะนอง บุคลิกไม่เหมาะเป็นผู้นำ แต่เมื่อเป็นนายกฯ บุคลิกนี้ก็เปลี่ยนไป มีความเป็นผู้นำ มีความรู้ความสามารถ ทันต่อเกม แต่อย่าเก่งเฉพาะพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปฏิบัติเก่งด้วย"
"นายกฯ เป็นนักประชาธิปไตยเมื่อถึงเวลานี้แล้วต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไร เชื่อว่านายกฯ มีความตั้งใจแก้ปัญหาให้บ้านเมือง และมีความตั้งใจ และต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพียงแต่ต้องการความรอบคอบเท่านั้นเอง เพราะหากนายกฯ คิดเอง อาจมีข้ออ้าง แต่เมื่อเป็นผลงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ก็หยิบมาเป็นตัวประกันได้ และเมื่อทุกอย่างจบ ก็ประกาศยุบสภา ซึ่งเป็นทางออกที่สวยที่สุด" ดิเรก ตบท้าย
ความท้าทายครั้งนี้ไม่ใช่เพียง "บทสรุป" ของผลงานชิ้นนี้ แต่ความท้าทายทางการเมืองเพื่อให้อุณหภูมิการเมืองลดลง ก็ต่อเมื่อทุกคนคิดแปรเปลี่ยนสีจากเหลือง-แดง เป็นสี "ธงชาติ" !!
ประภาศรี โอสถานนท์



