
สรรเสริญแนะตู่เลิกวิจารณ์
12 มี.ค. 2558
สรรเสริญ จวก จตุพร ถ้าไม่เคยทำการข่าวอย่าวิจารณ์ ยันจนท.ติดตามการข่าวป้องกันเหตุร้ายเต็มที่
12 มี.ค.58 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์ปาระเบิดใส่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ทั้งวันก่อเหตุและกรณีที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าการข่าวมีการประกบกันมาตั้งแต่ต้น แต่กลับยังมีเหตุนี้เกิดขึ้น ว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และการติดตามข้อมูลข่าวสารมีวงรอบในการปฏิบัติ รวมถึงมีความน่าเชื่อถือของข่าว และมีความเป็นไปได้ของแหล่งข่าว หลายอย่างประกอบกัน มันคงไม่สามารถชี้ชัดได้ถูกต้องทั้งหมดว่าจะมีการก่อเหตุที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ แต่มีภาพข่าวในระดับหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำมาปะติดปะต่อพอให้กำหนดสมมติฐานครอบคลุมทิศทางที่จะพาดพิงไปถึง เพื่อเพิ่มการระมัดระวังในแต่ละจุดหรือแต่ละเรื่อง ดังนั้น ถ้านายจตุพรไม่เคยทำงานเรื่องนี้มาก่อน ก็อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่เกิดเหตุ ถือว่าเจ้าหน้าที่มีความสามารถมาก และจะมีการขยายผลได้ไปตามหลักฐานหรือข้อมูลที่มี ถ้าพาดพิงถึงใคร ก็จะมีการเชิญบุคคลนั้นมาสอบสวน โดยไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นผู้กระทำผิดทันที แต่การที่มีภาพถ่ายรวมกลุ่มและสมุดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ก็พอจะทำให้เชื่อมโยงได้ว่าอย่างน้อยผู้ต้องหามีความสนิทสนมกับใคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ต้องเชิญคนนั้นมาสอบสวน
‘สรรเสริญ’ แจงบีทีเอสขึ้นราคาอยู่นอกเหนืออำนาจรัฐ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีข้อวิพากษ์วิจารณ์การปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ว่า เรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบาล เพราะเรื่องรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นไปตามสัญญาณสัมปทานที่บีทีเอสมีกับกรุงเทพฯ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2542 โดยค่าโดยสารขั้นต้นอยู่ที่ 10 บาทกับ 40 บาทโดยปี 2550 มีการปรับขึ้นครั้งแรกอยู่ที่ 15-40 บาท และปี 2556 มีการปรับครั้งที่สอง ซึ่งลักษณะการปรับราคาเป็นไปตามสัญญาสัมปทานคือทางบีทีเอสสามารถที่จะปรับราคาขึ้นได้โดยแจ้งกับทางกทม.และประชาชนรับทราบก่อนที่จะมีการขึ้นจริงในเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตามเมื่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเช่นนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จึงมีนโยบายมอบหมายกระทรวงมหาดไทยให้ไปลองคุยกับทางกทม.ดูว่าจะสามารถเจรจากับบีทีเอสได้หรือไม่ ถ้าสามารถเจรจาได้ก็จะชะลอการปรับราคาขึ้นได้ก็จะเป็นผลดีกับประชาชน
“สังคมต้องเข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจรัฐบาล แต่เป็นไปตามสัญญาที่มีอยู่เดิม และการปรับขึ้นราคาก็มีสัดส่วนแน่นอนว่าท้ายที่สุดจะต้องไม่เกินเพดานสูงสุดที่ตั้งไว้ และเท่าที่ทราบทางบีทีเอสจะปรับขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 5-6 หรือประมาณ 2 บาท” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว



