ข่าว

มายาคติปฏิรูปสื่อ

มายาคติปฏิรูปสื่อ

12 มี.ค. 2558

มายาคติปฏิรูปสื่อ : 'จอกอ'

             หลังจากได้ร่วมเวทีกับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางคน ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมก็พบว่า แนวคิดในการกำกับ ดูแลสื่อ ชนิดต้องมีใบอนุญาตและมีผู้มีอำนาจในการเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อนั้น มาจากที่ใด

             ประการหนึ่ง มาจากคนในระบบราชการ ที่คุ้นชินกับการใช้อำนาจ และปฏิบัติตามอำนาจในสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด และนี่เป็นที่มาของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 46 ซึ่งต่อมาได้เขียนขยายความให้เป็นผลในทางปฏิบัติ ด้วยร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งมีสารตั้งต้น มาจากกรณีการสั่งย้ายด่วน ฟองสนาน จามรจันทร์ ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ ภายใน 24 ชั่วโมง ในยุคทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากการจัดรายการที่ขัดใจผู้มีอำนาจ

             ประการหนึ่ง มาจากกระแสสังคมที่เห็นว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ และมีความเข้าใจว่า หากมีการ “ควบคุม บังคับ” เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์ ทนายความ ก็สามารถจะบังคับสื่อให้มีความรับผิดชอบได้

             เรื่องการกำกับ ดูแลสื่อ ในฐานะที่พวกเราอยู่ในวิชาชีพนี้ และในฐานะที่ผมได้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในองค์กรกำกับ ดูแล อย่างน้อยกว่า 10 ปี เราจึงมีความเห็นที่แตกต่างในข้อเสนอทั้งหลายในบางประเด็น และได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างองค์กรวิชาชีพ 4 องค์กร คือ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในนามของ “คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป” มี เทพชัย หย่อง เป็นประธาน

             คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป ได้ไปยื่นหนังสือเสนอแนวทางการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อ และนั่งลงพูดคุยกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ อันมี รศ.จุมพล รอดคำดี เป็นประธาน ช่วงเช้าเมื่อวานนี้ และบ่ายวันเดียวกัน ผมก็อาสาเป็นตัวแทนคณะทำงาน ไปแสดงความเห็นร่างกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของ กสทช.ในเวทีของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

             โดยสรุปแล้ว ข้อเสนอของคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป มิได้เสนอในลักษณะการรื้อทิ้ง และคิดใหม่ทั้งระบบ แต่เป็นการปรับเพิ่มกลไกการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา