ข่าว

มาตรการ ก.ม.เรียกคืนเงิน 'เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น'

มาตรการ ก.ม.เรียกคืนเงิน 'เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น'

12 มี.ค. 2558

มาตรการ ก.ม.เรียกคืนเงิน 'เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น' : โดย ... ดร.ต่อศักดิ์ บูรณะเรืองโรจน์ อดีตผู้เชี่ยวชาญ ไอเอ็มเอฟ เรื่องการควบคุมการฟอกเงิน

 
 
                            ไม่มีทางที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจะกลายเป็นทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ยึด-อายัดให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ 
 
 
                            สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น (สหกรณ์) สร้างความเสียหายให้แก่ชื่อเสียงของระบบสหกรณ์ไทยอย่างร้ายแรง ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้บริหารสหกรณ์ ได้ปล่อยกู้ให้แก่ “บริษัทลม” หลายบริษัท โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนี้ได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย ตลอดจนมีการโอนเงินให้แก่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมทั้งพระในวัดพระธรรมกายอื่นอีกหลายรูป 
 
                            ปัญหาจึงเกิดว่า มีมาตรการทางกฎหมายอย่างใดที่อาจนำไปใช้เพื่อบังคับให้ผู้บริหารสหกรณ์คืนเงินที่ตนได้กระทำการปล่อยกู้หรือนำไปให้บุคคลอื่น รวมทั้งพระสงฆ์ ทั้งนี้ เพื่อมาเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
 
                            ตามกฎหมายแล้ว การเรียกเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ไปจากการกระทำความผิด สามารถกระทำได้ 2 ช่องทาง กล่าวคือ การดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้กระทำคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการยึด อายัดและขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
 
                            ในช่องทางแรก จะต้องมีการฟ้องผู้บริหารสหกรณ์ เป็นคดีอาญาว่ากระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ได้แก่ ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก หรือรับของโจรเนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้บริหารสหกรณ์ได้ระดมทุนด้วยการให้สมาชิกนำเงินมาฝากโดยจะให้ผลตอบแทนสูง โดยได้มีการทำตกแต่งบัญชีเพื่อแสดงให้เห็นว่าสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนในระดับนั้นได้ อีกทั้งได้นำเงินจากการระดมทุนดังกล่าวไปปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ ตลอดจนสั่งจ่ายเช็คโอนเงินให้แก่บุคคลต่างๆ พระสงฆ์ โดยไม่ได้ตั้งใจนำเงินที่ได้ไปดำเนินการเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง 
 
                            ดังนั้นการกระทำของผู้บริหารสหกรณ์น่าจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อได้ฟ้องเป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจในการเรียกร้องให้ผู้กระทำชดใช้ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปคืนให้กับผู้เสียหาย 
 
                            ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ความว่าได้นำเงินของผู้เสียหายไปจริง แม้ในที่สุดแล้ว ศาลจะพิพากษายกฟ้องว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามที่พนักงานอัยการฟ้อง ศาลก็ต้องสั่งให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับผู้เสียหาย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 กำหนดให้ศาลพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยจะต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดอาญาหรือไม่ 
 
                            เหตุผลในเรื่องนี้ คือ องค์ประกอบบางอย่างของความผิดอาญาอาจจะไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเพียงพอ เช่น ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาทุจริต ซึ่งหมายถึงประสงค์จะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าหากพนักงานอัยการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำมีเจตนาทุจริตแล้ว ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดนั้น แต่ถ้าหากข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้ทรัพย์สินไปจากผู้เสียหาย ศาลก็ต้องมีคำสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์สินนั้นให้กับผู้เสียหาย เพราะตามกฎหมายแพ่งจะต้องมีการคืนทรัพย์สินให้กับเจ้าของที่แท้จริง
 
                            ในช่องทางที่สอง การใช้มาตรการขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่จะใช้มาตรการดังกล่าวนี้ได้ จะต้องปรากฏว่าทรัพย์สินที่จะยึดและขอให้ตกเป็นแผ่นดินนั้น จะต้องเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” ในมาตรา 3 ของกฎหมายนี้ ได้นิยามไว้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องว่า
 
                            (1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน 
 
                            (2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใดๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1)
 
                            (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2)
ทั้งนี้ ไม่ว่า ทรัพย์สินตาม (1), (2), หรือ (3) จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด 
 
                            ทรัพย์สินใน (1) อาจเรียกว่า ทรัพย์สินดั้งเดิมที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (original criminal property) เมื่อได้มีการโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินนั้น จะมีทรัพย์สินอีกอันหนึ่งเข้ามาแทนที่ทรัพย์สินนั้น ทรัพย์สินดังกล่าว คือ ทรัพย์สินตาม (2) ซึ่งเราอาจเรียกว่า "ทรัพย์สินทดแทน (representative property)" คำนิยามที่กล่าวไว้ในมาตรา 3 นี้ทำให้ทรัพย์สินดั้งเดิมและทรัพย์สินทดแทนนั้นเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” 
 
                            ตัวอย่างเช่น เงินได้จากการค้ายาเสพติดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ถ้านำเงินดังกล่าวไปซื้อรถยนต์ รถยนต์นั้นก็เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในขณะเดียวกัน เงินดังกล่าวนั้นก็ยังคงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอยู่เช่นเดิม แม้ว่าเงินนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายรถยนต์แล้วก็ตาม เป็นต้น 
 
                            ในที่นี้ อาจกล่าวได้ว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ย่อมเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเสมอ (once property is criminal/tainted, it always remains criminal/tainted) การโอนหรือเปลี่ยนสภาพไม่อาจทำให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอยู่แล้วกลายเป็นทรัพย์สินที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ หรืออีกนัยหนึ่งไม่มีทางที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จะกลายสภาพเป็นทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ เมื่อเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว รัฐสามารถใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ยึด อายัดและขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ 
 
                            โดยที่การกระทำของผู้บริหารสหกรณ์เข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (3) แม้จะได้มีการโอนเงินนั้นไปอยู่ที่ใดหรืออยู่กับบุคคลใด เงินนั้นก็ยังคงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอยู่นั่นเอง และแม้จะได้นำเงินนั้นไปสร้างสิ่งก่อสร้างหรือถาวรวัตถุอย่างใด สิ่งก่อสร้างหรือถาวรวัตถุก็เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่สามารถถูกยึด อายัดและขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้นถ้าปรากฏจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่ามีเงินจากสหกรณ์ไปอยู่ที่ใดหรือบุคคลใดหรือได้มีการเปลี่ยนสภาพไปเป็นทรัพย์สินใด การยึด อายัดหรือขอให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินก็ย่อมสามารถกระทำได้ 
 
                            เมื่อเร็วๆ นี้ มีข้อกล่าวอ้างว่า เนื่องจากเงินของสหกรณ์ที่ได้โอนให้ไปถูกนำไปใช้ก่อสร้างอาคารบนที่ธรณีสงฆ์หมดแล้ว จึงไม่สามารถบังคับคดีได้นั้น ผู้เขียน เห็นว่า การดำเนินการยึด อายัดและขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่การดำเนินคดีแพ่งตามปกติที่จะต้องมีการบังคับคดี แม้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 จะให้ยื่นฟ้องคดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินที่ศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมนั้น แต่กรณีดังกล่าว กฎหมายประสงค์เพียงให้ใช้หลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานและวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งมาใช้ในคดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเท่านั้น แต่มิได้ทำให้คดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกลายเป็นคดีแพ่งที่ต้องมีการบังคับคดี เช่น การบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งชำระหนี้ให้กับโจทก์ เป็นต้น 
 
                            ถ้าพิจารณาโดยลักษณะหรือเนื้อหา (by nature) แล้ว คดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินคือ คดีขอให้ริบทรัพย์สิน เพียงแต่ให้ดำเนินการโดยใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผลของคดี คือ ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งก็คือการที่ทรัพย์สินถูกริบนั่นเอง เมื่อศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน คำสั่งของศาลมีผลทันที โดยไม่ต้องมีการบังคับคดีอะไรกันอีกต่อไป นอกจากนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งจะต้องใช้บังคับก่อนกฎหมายอื่น เมื่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นเรื่องทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีไว้ ย่อมจะหมายความว่า ถ้าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้วจะอยู่ในบังคับของการถูกยึด อายัดและขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน 
 
                            ดังนี้แล้ว ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติให้ที่ธรณีสงฆ์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีไม่เป็นข้อต่อสู้ต่อการที่รัฐจะใช้มาตรการขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกับอาคารที่สร้างด้วยเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชนบนที่ธรณีสงฆ์นั้น 
 
                            ท้ายที่สุด ผู้เขียนขอฝากความผิดฐานฟอกเงินให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าจะสามารถนำมาใช้กับกรณีได้หรือไม่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 บัญญัติให้ การโอน รับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้นหรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐานนั้นเป็นความผิดอาญาฐานฟอกเงินด้วย และการกระทำของผู้บริหารสหกรณ์ ในการโอนและการกระทำของบุคคลอื่นในการรับโอนเงินที่ฉ้อโกงประชาชนมานั้น จึงอาจเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาฐานฟอกเงินตามบทกฎหมายนี้ 
 
                            อย่างไรก็ดี การจะดำเนินคดีกับผู้กระทำในความผิดฐานนี้ได้ จะต้องมีการพิสูจน์เจตนาของผู้กระทำว่ารู้หรือไม่ว่าเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและมีความประสงค์เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดหรือช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ อย่างไรก็ดี ในส่วนผู้บริหารสหกรณ์เนื่องจากเป็นผู้กระทำการฉ้อโกงประชาชนเอง ย่อมต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการฉ้อโกงประชาชนและอาจอนุมานวัตถุประสงค์ในการซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะการโอนเงินทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาที่ไม่ชอบของเงินดังกล่าวกระทำได้ยากขึ้น 
 
                            ส่วนบุคคลอื่นที่รับโอนเงินดังกล่าว การพิสูจน์ย่อมจะยากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถกระทำได้ พฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนสอบสวนที่ละเอียดรอบคอบย่อมจะบ่งชี้ว่าบุคคลเหล่านั้นรู้ว่าเงินที่ได้รับโอนมาจากการฉ้อโกงประชาชนและการรับโอนเงินนั้นตนมีวัตถุประสงค์เพื่อซุกซ่อนปกปิดหรือช่วยเหลือผู้บริหารสหกรณ์หรือไม่ อย่างไร
 
 
 
 
 
------------------------
 
(มาตรการ ก.ม.เรียกคืนเงิน 'เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น' : โดย ... ดร.ต่อศักดิ์ บูรณะเรืองโรจน์ อดีตผู้เชี่ยวชาญ ไอเอ็มเอฟ เรื่องการควบคุมการฟอกเงิน)