ข่าว

‘อดีต38 ส.ว.’แถลงปิดสำนวนถอดถอน

‘อดีต38 ส.ว.’แถลงปิดสำนวนถอดถอน

11 มี.ค. 2558

"อดีต 38 ส.ว." แถลงปิดสำนวนถอดถอน ด้าน ป.ป.ช.ยังยืนยันถึงความผิดของอดีต 38 ส.ว.จงใจใช้อำนาจหน้าทีขัดต่อรธน. ซัดเสียงข้างมากต้นเหตุเกิดวิกฤต

    
          วันที่ 11 มี.ค.58 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ออกจากตำแหน่งกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ โดยเป็นการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา 38 คน จากนั้นนายพรเพชร ได้เชิญคู่กรณีทั้ง2 เข้าห้องประชุม
 
          นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. แถลงปิดสำนวนว่า การถอดถอนอดีต 38 ส.ว.นั้น ป.ป.ช.ไม่รู้สึกผิด หรือบาป เพราะกระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช.ได้ใคร่ครวญในทำนองเดียวกับการพิจารณาของศาล เป็นหลักประกันว่า ผู้บริสุทธิ์จะไม่ถูกชี้มูลแน่นอน ซึ่งกรณีอดีต 38 ส.ว.เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่อดีต 38 ส.ว.ได้พิจารณาลงมติในวาระ 1-3 เป็นคนละฉบับกับร่างที่อดีต 38 ส.ว.เข้าชื่อเสนอร่วมกับนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 20 มี.ค.56 โดยร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้ลงมติมีการแก้ไขหลักการสำคัญ ไม่ตรงกับร่างที่เข้าชื่อเสนอแก้ไข คือ มีการแถมมาตรา 6 ที่ให้อดีตส.ว.สามารถลงสมัครส.ว.อีกสมัยได้ โดยไม่ต้องเว้นวรรค
 
          นายวิชัย กล่าวว่า จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. มีคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่มาให้การต่อ ป.ป.ช.ว่า มีผู้ช่วยของนายอุดมเดช นำร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาสับเปลี่ยนกับร่างเดิม เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้ลงมติเป็นการเสนอโดยผู้ช่วยของนายอุดมเดชคนเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่มีสิทธิขอยื่นแก้ไข เพราะผู้ที่จะเสนอขอแก้ไขได้ต้องเป็นสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการปกปิดข้อเท็จจริง ไม่แจ้งให้สมาชิกทราบว่า มีการเปลี่ยนร่างใหม่ แต่นำร่างฉบับใหม่มาใช้ลงมติแทนฉบับเดิม ส่วนที่อดีต 38 ส.ว. อ้างหลักกระบวนการทางนิติบัญญัติที่ให้สามารถนำร่างกฎหมายฉบับใหม่มาแทนฉบับเก่าได้ ก่อนจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมนั้น ไม่อยากพูดถึงหลักการนี้ ถ้าพูดจะเข้าตัวอดีต ส.ว. 38 คน หลักกระบวนการทางนิติบัญญัติเป็นคนละอย่างกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้จริงๆ แต่หลักกระบวนการทางนิติบัญญัติเป็นแค่แนวทางการตีความเท่านั้น ไม่มีผลบังคับใช้ การอ้างหลักกระบวนการทางนิติบัญญัติไม่ช่วยให้พ้นผิด แต่เป็นการทำร้ายตัวเองมากกว่า สิ่งที่อดีตส.ว. 38 คน อ้างนั้น เป็นการเข้าใจผิดขั้นตอนเชิงรูปแบบ เมื่อเชิงรูปแบบผิดแล้ว ก็จะเสียไปทั้งหมด
 
          “ประชาธิปไตยเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ เสียงข้างมาก แต่อีกด้านต้องไม่ละทิ้งเสียงข้างน้อย จึงต้องทำอย่างไร ไม่ให้เสียงข้างน้อยถูกข่มเหงโดยเสียงข้างมาก เหตุการณ์ความวุ่นวายในประเทศไทยจนถึงก่อนการเกิดเหตุรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากผู้ปกครองข่มเหงผู้ถูกปกครอง แต่เกิดจากเสียงข้างมากไม่ฟังเสียข้างน้อย เสียงข้างน้อยถูกย่ำยี เช่น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย การทุจริตจำนำข้าว ซึ่งกระบวนการถอดถอนถือเป็นการควบคุมเสียงข้างมาก ไม่ให้เสียงข้างมากลำพองใจ ทำให้เสียงข้างน้อยมีความอดกลั้น ดังนั้นการลงมติ สนช.ในวันพรุ่งนี้ จะกดปุ่มใด ก็เป็นดุลยพินิจของสนช. แต่ในฐานะคณะกรรมการป.ป.ช. ขอให้พิจารณาสิ่งที่กราบเรียนมาทั้งหมดด้วย” นายวิชัย กล่าว 
     
          38 อดีตส.ว.โต้ข้อกล่าวหา ยันทำทุกอย่างตามรธน. ไม่คิดล้มล้างการปกครอง หวัง สนช.ใช้ดุลพินิจโหวต
 
          จากนั้นตัวแทนกลุ่มอดีต 38 ส.ว. ผู้ถูกกล่าวหาได้แถลงปิดสำนวนด้วยวาจา โดยนายกฤช อาทิตย์แก้ว อดีตส.ว.กำแพงเพชร กล่าวว่า ขอยืนยันว่า ไม่เคยใช้อำนาจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. นั้น ไม่ชอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของ ส.ว. ที่ว่าด้วยข้อกำหนดของผู้ร้องถอดถอน ที่ต้องมีการลงชื่อ วันเวลา ผู้ร้อง รวมถึงตำแหน่งขณะที่ยื่นถอดถอน ซึ่งการยื่นคำร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตผู้นำฝ่ายค้านและพวก จึงไม่เป็นไปตามระเบียบของวุฒิสภาและพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 61 และมาตรา 62 นอกจากนี้ยังมีปัญหาของตัวกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง นายภักดี โพธิศิริ ที่ไม่ถือว่าเป็นกรรมการ ป.ป.ช.เนื่องจากขาดคุณสมบัติ แต่กลับมาร่วมพิจารณาลงนามถอดถอน ส่วน นางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ไปลงนามเอกสารเข้าร่วมประชุมสำนวนถอดถอนพวกตน ก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ยอมรับว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางเอกสารของฝ่ายธุรการ พร้อมอ้างว่าเป็นความผิดเล็กน้อย แต่ตนมองว่าผิดเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นความผิด เพราะ ป.ป.ช.คือองค์กรสำคัญของชาติ ที่จะอำนวยความยุติธรรมให้ข้าราชการและนักการเมือง
 
          นายกฤช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีการประชุมเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 56 ก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะยื่นคำร้องไปถึง ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 56 ก็ทำให้ตั้งคำถามได้ว่า ทำไม ป.ป.ช.จึงประชุมกันก่อนล่วงหน้าได้ทั้งที่ยังไม่ได้รับเรื่อง จึงสรุปได้ว่า กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรรมการ ป.ป.ช.ก็มีอคติ ไม่รอบคอบ ซึ่งพวกเราขอยืนยันว่า ไม่เคยคิดล้มล้างการปกครองตามที่ถูกกล่าวหา เพราะพวกเราก็มาจากพลเรือน ตำรวจ ทหาร และข้าราชการ เหมือนสมาชิกสนช.ทุกคน
 
          นายวิทยา ชี้แจงว่า ไม่มีร่างรธน.ปลอม มีเพียงร่างเดียวที่เข้าสู่การประชุม เห็นได้จากการลงนามกำกับที่มีครั้งเดียวไม่ใช่สองครั้ง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 291 รัฐธรรมนูญ 2550 และได้มีการตรวจสอบความถูกต้องของเจ้าหน้าที่แล้ว จากนั้นประธานรัฐสภาก็ได้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุม ซึ่งมีการเพิ่มจากครั้งที่นำเสนอ 12 มาตรา เป็น 13 มาตรา ซึ่งผู้เสนอกฎหมายดังกล่าวก็ได้อ่านหลักการนำเสนอต่อสมาชิกรัฐสภาทุกคนให้ได้รับทราบว่า จะมีการแก้ไข 13 มาตรา ครอบคลุมในส่วนของที่มา ส.ว. ในมาตราใดบ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา 2553 ข้อ36 และข้อ 86 ส่วนการลงมติทั้ง 3 วาระของสมาชิกรัฐสภาที่เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ก็ย่อมได้เอกสิทธิ์คุ้มครองไม่อาจนำไปฟ้องร้องได้ตามรธน.มาตรา 130 ซึ่งดูเหมือนว่า ป.ป.ช.ยังไม่เข้าใจ ขณะที่การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. มายังสนช. เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 57 ตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็จะเห็นได้ว่า คสช.ได้ประกาศยกเลิก รธน. 2550 ไปก่อนนั้นแล้ว กระบวนการกล่าวหาบุคคลว่ามีความผิด จะต้องยึดกกฎหมายยึดรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกเราก็ทำหน้าที่ไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทุกประการ อีกทั้งเมื่อบทลงโทษตายไปแล้ว สำนวนชี้มูลความผิดทั้งหมดก็ต้องยกเลิกไปด้วย
 
          “นอกจากนี้ ในวันที่ 31 ธ.ค. 58 ประเทศไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน ซึ่งรัฐสภาไทยเราเป็นสมาชิกสมัชชาสหภาพรัฐสภาอาเซียน แต่หากฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ที่มี แต่ป.ป.ช.กลับมาทำอย่างนี้ ประเทศเพื่อนบ้านจะเชื่อใจเราได้อย่างไร ผมจึงไม่แน่ใจว่า กระบวนการถอดถอน มีประสงค์ดีหรือประสงค์ร้าย มีความพยายามดิสเครดิตฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าสมาชิก สนช.ก็ยังมีความเป็นธรรมอยู่” นายวิทยา กล่าว 
 
          นายดิเรก ชี้แจงสรุปปิดท้ายว่า ตนมีข้อสรุป 4 ประเด็น คือ 1.ในทางเป็นประเพณีปฏิบัติที่ฝ่ายนิติบัญญัติทำกันมา 82 ปี ร่างกฎหมายใดที่ประธานรัฐสภายังไม่ได้บรรจุไว้ในวาระการประชุม สามารถแก้ไขได้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีการบรรจุเข้าสู่วาระแล้วถึงจะแก้ไม่ได้ ที่ผ่านมากฎหมายจำนวนมากก็มีการแก้ไขแบบนี้ 2.การร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญของพวกตนก็เป็นไปอย่างชอบธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ให้ไว้ ทั้งยังเป็น 1 ในแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เคยดำเนินการในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่แก้ไขในส่วนของ ส.ส. นอกจากนี้ก็ยังมีมาตรา 130 คุ้มครองเอกสิทธิ์การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างชัดเจน สอดคล้องกับโพลล์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะ ส.ว.มีอำนาจมาก ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี จึงต้องมีความยึดโยงกับประชาชน และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ให้คำแนะนำว่าไม่ควรแก้ทั้งฉบับ แต่ควรแก้เป็นรายมาตรา เราก็ทำตาม
 
          นายดิเรก กล่าวว่า 3.เรามีอำนาจหน้าที่โดยตรงเลยว่า ต้องแก้กฎหมาย กลั่ั่นกรองกฎหมาย การแก้รัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งเรายังไม่ได้รู้ผลเลยว่า เมื่อมีการเลือกตั้งส.ว.อีกครั้งประชาชนจะรับเลือกเรากลับมา ข้อกล่าวหานี้จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด 4.เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกแล้ว ก็ไม่ต้องพิจารณาต่อไป ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ชี้ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกแล้วก็ไม่ต้องวินิจฉัย และเมื่อดูตามมาตรา 216 ที่กำหนดว่า คำวินิจฉัยศาลผูกพันทุกองค์กร เมื่อศาลสั่งยุติการวินิจฉัยแล้ว ก็ต้องผูกพันกับรัฐสภาด้วย
 
          “ 38 ส.ว.ขอขอบคุณ สนช.ที่ให้โอกาส พวกผมมาชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่คิดที่จะล้มล้างการปกครองตามข้อกล่าวหา และทำทุกอย่างด้วยความถูกต้อง“ นายดิเรก กล่าว
 
          สนช.นัดสอย 12 มี.ค. ลงคะแนนลับ 4 กลุ่มตามฐานความผิด
 
          ภายหลังทั้ง 2 ฝ่ายแถลงการณ์ปิดสำนวนคดีด้วยวาจาเสร็จสิ้นแล้ว นายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ตนได้มีคำสั่งนัดประชุมสนช.เพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน 38 ส.ว. ในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. ซึ่งการถอดถอนเป็นเรื่องสำคัญของให้สมาชิกมาใช้สิทธิลงคะแนนถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ซึ่งสมาชิกจะลงอย่างไรก็ได้ จากนั้น นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ได้ชี้แจงการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนว่า จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มความผิด เป็นบัตร 4 ใบ 4 สี แล้วให้สมาชิกลงคะแนลับ