
มาร์คส่งทนายรับทราบข้อกล่าวหาปมสลายม็อบ53
10 มี.ค. 2558
ทีมทนาย "อภิสิทธิ์" มารับทราบข้อกล่าวหาแทน ปมสลายม็อบปี53 ย้ำไม่กังวลข้อกฏหมาย ส่วนจะให้"ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์"มาเป็นพยานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับป.ป.ช.
วันที่ 10 มี.ค..58 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ และนายราเมศ รัตนะเชวงรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้มารับทราบหนังสือแจ้งข้อกล่าวหากรณีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 โดยหลังจากเข้าพบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เป็นเวลาร่วมหนึ่งชั่วโมง นายบัณฑิตได้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มารับทราบข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียวซึ่งทาง ป.ป.ช.ก็ให้ทำคำชี้แจงมาส่งภายใน 15 วันเราก็จะทำมายื่นให้ทันตามกำหนดโดยประเด็นเท่าที่ทราบเป็นเรื่องการสลายการชุมนุมและการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความหนักใจในการหักล้างข้อกล่าวหาหรือไม่ นายบัณฑิตกล่าวว่า ไม่หนักใจ ซึ่งตนมั่นใจในหลักฐานที่ปรากฏส่วนข้อกล่าวหาที่มีการระบุว่าฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติไม่มีความสอดประสานกันนั้น เราก็มีหลักฐานเพราะทุกคำสั่งที่พระสุเทพจะเซ็น ต้องผ่านฝ่ายยุทธการทั้งหมดทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีการสั่งด้วยวาจา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ ป.ป.ช.ระบุว่านอกจากความเสียหายในการสลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย.53 ยังมีความเสียหายต่อเนื่อง โดยไม่มีการปรับแผนเพื่อลดความสูญเสีย นายบัณฑิต กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการปรับแผน โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ก็ได้รายงานไว้อย่างละเอียดซึ่งเราก็จะนำมาผนวกรวมเข้ากับคำชี้แจงด้วย อย่างไรก็ตามรายละเอียดขณะนี้ยังไม่สามารถพูดได้ส่วน ป.ป.ช.จะดำเนินการขอเอกสารหรือเชิญบุคคลเข้ามาชี้แจงก็เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายอภิสิทธิ์ เคยระบุว่าผู้ที่รู้เรื่องนี้ดีมีอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีต รองผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. นายบัณฑิต กล่าวว่าความจริงมีจำนวนมากกว่านั้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.ว่าจะเชิญใครมาทั้งนี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะเชิญทั้ง 3 ท่านมาเป็นพยานหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์เคยระบุว่า หากไม่มาชี้แจงในฐานะพยานด้วยตนเอง จะส่งเอกสารมาแทน นายบัณฑิตกล่าวว่า ก็เป็นไปได้การจะชี้แจงจะทำได้ทั้งการยื่นเอกสารและการชี้แจงด้วยตนเองแต่หาก ป.ป.ช.เห็นการยื่นเอกสารยังไม่เพียงพอก็ต้องมาชี้แจงด้วยตนเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่คดีขณะนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจและอาจถูกมองว่าการตัดสินจะไม่เที่ยงธรรม นายบัณฑิต กล่าวว่าตนคิดว่า ป.ป.ช.คงไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้ แม้พยานจะเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจแต่ถ้าจำเป็นต้องเรียกมาเป็นพยานก็ต้องเรียก ป.ป.ช.คงไม่หวั่นไหว อย่างไรก็ตามเมื่อยื่นชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วป.ป.ช.คงจะเรียกนายอภิสิทธิ์มาชี้แจงด้วยตัวเองส่วนการทำหน้าที่ของทีมทนายความทั้งของนายอภิสิทธิ์และพระสุเทพนั้นเป็นไปในแนวทางที่คล้ายกันเพียงแต่นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ลงนามในคำสั่งซึ่งพระสุเทพคงจะต้องชี้แจงรายละเอียดลึกลงไปกว่านั้น อย่างไรก็ตามในกฏหมายมีการคุ้มครองผู้ปฏิบัติอยู่แล้วแต่จะคุ้มครองได้จริงหรือไม่ หรือแค่ไหนเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับทาง ป.ป.ช.หรือเมื่อเรื่องถึงชั้นศาลก็ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฏหมายทั้งนี้ เราเคารพในดุลพินิจของป.ป.ช.เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหามานายอภิสิทธิ์ก็จะทำคำชี้แจงจะไม่โต้แย้งอะไรซึ่งคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็สามารถถูกถอดถอนได้
เมื่อถามว่า ขณะนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นในคดีถอดถอนซึ่งอาจมีคดีอาญาตามมาอีก นายบัณฑิต กล่าวว่า ไม่เป็นไรเราเตรียมไว้หมดแล้ว ทั้งคดีถอดถอน การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และคดีอาญา ข้อเท็จจริงหลักฐานเรามีพร้อมหมดแล้วและหาก ป.ป.ช.มีมติไม่ดำเนินการถอดถอนจะมีผลต่อคดีอาญาหรือไม่นั้นตนมองว่าแน่นอนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเพราะจะเป็นลูกโซ่ไปเลยเพราะจะเริ่มที่การใช้อำนาจถ้าคุณชอบทุกอย่างก็ชอบ ส่วนเรื่องของแรงกดดันก็มีมาทุกสมัยตนไม่ห่วงเรื่องข้อกฏหมาย แต่ห่วงเรื่องอำนาจนอกระบบ หรือกระแสนอกระบบแต่ตนเชื่อว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ประกอบด้วยคนที่ตนยอมรับเป็นส่วนใหญ่
เมื่อถามว่า เป็นห่วงเรื่องความต่อเนื่องของคดีหรือไม่เพราะกรรมการ ป.ป.ช. 5 คน กำลังจะหมดวาระ นายบัณฑิต กล่าวว่า ความต่อเนื่องอาจจะไม่มี
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเปรียบเทียบกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร ปี 51และการสลายการชุมนุมคดีนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่ นายบัณฑิต กล่าวว่า มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรปี 51ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ และช่วงนั้นก็ไม่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมันต่างกันเป็นคนละเรื่อง ทั้งนี้การชุมนุมปี 53 ก็มีเรื่องของชายชุดดำซึ่งมีการใช้ความรุนแรงจริง ซึ่งจะเอาคำว่าสองมาตรฐานมาใช้ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงมันต่างกันแต่เราก็คงจะห้ามไม่ได้ว่าใครจะมองสองมาตรฐาน เพราะเห็นอ้างกันอยู่เรื่อย



