ข่าว

พล.ร.15คุม‘ฉก.ปัตตานี’ประเดิมปรับกำลังภาคใต้

พล.ร.15คุม‘ฉก.ปัตตานี’ประเดิมปรับกำลังภาคใต้

10 มี.ค. 2558

พล.ร.15คุม‘ฉก.ปัตตานี’ประเดิมปรับกำลังภาคใต้ : ทีมข่าวความมั่นคง

              วาระที่ถูกจับตามองมากที่สุดในการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คือ การเตรียม "ปรับกำลังทหาร" ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะทยอยถอนกำลังจากกองทัพภาคที่ 1-3 ออกจากพื้นที่ แล้วให้กำลังจากทัพภาคที่ 4 ดูแลพื้นที่เอง

              โดย พล.อ.อุดมเดช ให้เหตุผลในการปรับกำลังว่า เนื่องจากการแก้ไขปัญหาภาคใต้อยู่ในโรดแม็พระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแผนเชิงรุก ควบคู่ไปกับการพัฒนา และกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระยะที่ 3 คือ การสร้างสันติสุข และพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเตรียมการที่จะประเมินผล

              "กำลังดูในพื้นที่ และกำลังที่ต้องมีการสับเปลี่ยน โดยต้องการให้กำลังในพื้นที่ดูแลพื้นที่เอง กำลังจากกองทัพภาคต่างๆ ก็พยายามให้ลดน้อยลงไป เพื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งต้องการให้กำลังในพื้นที่ดูแลในพื้นที่เองโดยเฉพาะกำลังจากกองทัพภาคที่ 4 เอง และจะเริ่มดำเนินการได้กลางปีนี้ ประมาณเดือนเมษายนเป็นต้นไป" ผบ.ทบ.กล่าวระหว่างการลงพื้นที่

              อย่างไรก็ตาม รูปแบบในการปรับกำลังในพื้นที่นั้นจะเริ่มจากพื้นที่ที่มี "ความพร้อม" ก่อน และจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และหากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจะนำเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน. พิจารณาอีกครั้ง เพื่อขอให้สั่งการเพื่อดำเนินการต่อไป

              สำหรับแผนในการปรับกำลังในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจะไม่ได้ถอนกำลังที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ออกไปทีเดียว เพื่อรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ โดย พล.อ.อุดมเดช ได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

              ผบ.ทบ. และรมว.กลาโหม มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า จะมีการปรับกำลังในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือนกว่า 7 หมื่นนาย เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากโรดแม็พระยะที่ 2 คือ การทำงานเชิงรุก และการพัฒนาไปสู่โรดแม็พระยะที่ 3 คือ การสร้างสันติสุข และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

              โดย พล.อ.อุดมเดช ในฐานะรองผอ.รมน. ได้ทำหนังสือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน. เพื่อเสนอสูตรการปรับกำลังทหารในพื้นที่

              เบื้องต้น ได้เสนอการปรับเปลี่ยน "ส่วนหัว" ในการทำงานในพื้นที่จากเดิมที่ดึงกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 (ฉก.นราธิวาส) จำนวน 1 กองพัน, กองทัพภาคที่ 2 (ฉก.ปัตตานี) จำนวน 1 กองพัน และกองทัพภาคที่ 3 (ฉก.ยะลา) จำนวน 3 กองพัน ฉก.ยะลา รวมทั้งสิ้น 5 กองพัน โดยโครงสร้างใหม่จะมีผลในวันที่ 1 เมษายน นี้

              ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนในวันที่ 1 เมษายน จะมีการปรับเปลี่ยนเฉพาะ ฉก.ปัตตานี จากเดิมที่มี พล.ต.ชลิต เมฆมุกดา เป็น ผบ.ฉก.ปัตตานี ก็จะให้ พล.ต.ชลิต คืนสู่ต้นสังกัดเดิมกองทัพภาคที่ 2 และมอบหมายให้ พล.ต.มณี จันทร์ทิพย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 (ผบ.พล.ร.5) ในพื้นที่ จ.ปัตตานี เข้าไปบังคับบัญชาแทน ขณะที่กำลัง 1 กองพันของฉก.ปัตตานี ยังอยู่ในพื้นที่เช่นเดิม

              ส่วนอีก 2 ฉก.ยังไม่ขยับ โดย พล.ต.ไพโรจน์ ทองมาเอง ยังคงเป็น ผบ.ฉก.นราธิวาส คุมกำลัง 1 กองพัน และ พล.ต.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล ยังคงเป็น ผบ.ฉก.ยะลา คุมกำลัง 3 กองพัน

              เหตุผลในการปรับเปลี่ยนกำลังในครั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมองว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะการแก้ปัญหาถูกทิศถูกทางมากขึ้น ดังนั้น การทำงานต้องให้ทันสถานการณ์ ส่วนการพูดคุยสันติสุขมีความคืบหน้าไปมาก และรอเพียงการนัดวันเวลาในการพูดคุยเท่านั้น

              "การปรับกำลังพลเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสถานการณ์ โดยจะไม่ปรับออกทั้งหมดทีเดียว แต่จะปรับเปลี่ยนกำลังเพื่อสร้างให้กำลังฝ่ายพลเรือนเข้าไปทำงานมากขึ้น เมื่อกำลังฝ่ายพลเรือนมีความเข้มแข็งเพียงพอแล้วกำลังทหารจะปรับลดลงตามแผน เพื่อเข้าสู่โรดแม็พระยะที่ 3 เพื่อนำไปสู่สันติสุข และการพัฒนาอย่างยั่งยืน"

              ด้านความคืบหน้าในการปรับกำลังนั้นขณะนี้เหลือเพียงการพูดคุยในรายละเอียดกับ พล.อ.ประยุทธ์ และหารือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอีกครั้ง เพื่อปรับกำลังทหารให้ทันวันที่ 1 เมษายน โดยฝ่ายความมั่นคงจะพยายามกำชับให้ตำรวจร่วมกับฝ่ายพลเรือน รวมทั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้มีการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ยึดกระบวนการตามกฎหมายเป็นหลัก

              นอกจากนี้ ยังมีการเร่งให้ฝ่ายตำรวจลงไปทำงานด้านการสอบสวนสืบสวนมากขึ้น เพื่อเสริมงานด้านความมั่นคงให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการทำงานครั้งสำคัญของกองทัพควบคู่ไปกับการพูดคุยกับแกนนำในระดับพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา และสันติสุขอย่างยั่งยืน หลังจากต้องเผชิญกับความสูญเสียอันประเมินค่ามิได้มาตลอด 11 ปีที่ผ่านมา