ข่าว

ไข้หวัด+เศรษฐกิจ

ไข้หวัด+เศรษฐกิจ

13 ก.ค. 2552

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ ออกจะเป็นเรื่องที่น่าวิตกสำหรับประเทศไทยเมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นถึง 3,000 คน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วเป็นจำนวน 14-15 คน ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในเวลานี้

ต้องถือว่าเป็นตัวเลขของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่สูงที่สุดในเอเชีย จนทางการต้องออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในแหล่งที่ตรวจพบว่ามีผู้ติดเชื้อ เช่น สถานศึกษา โรงเรียนกวดวิชา ร้านอินเทอร์เน็ตและเกม และแหล่งบันเทิง รวมทั้งสถานที่ที่มีผู้อยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก

 ไข้หวัดใหญ่แม้จะเป็นโรคที่เราค่อนข้างจะคุ้นเคย จนอาจจะทำให้คิดว่าเป็นโรคสามัญประจำฤดูกาล แต่ตามความเป็นจริงนั้น ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ร้ายแรงโรคหนึ่งซึ่งเคยคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมหาศาลมาแล้ว จากที่มีการบันทึกไว้นั้น ไข้หวัดใหญ่ระบาดครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2123 มีจุดเริ่มต้นที่เอเชีย แล้วแพร่ไปยังแอฟริกาและยุโรป ทำให้มีผู้คนล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง เป็นผลให้เมืองบางเมืองในสเปนแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง ส่วนในอิตาลีนั้นเฉพาะที่กรุงโรมแห่งเดียว มีผู้เสียชีวิตถึง 8,000 คน ซึ่งทำให้เกิดการบัญญัติชื่อไข้หวัดใหญ่ในภาษาอังกฤษ ว่า Influenza ซึ่งมาจากรากศัพท์ในภาษาอิตาเลียนนั่นเองว่า Influenza de Freddo ซึ่งแปลว่า อาการจับไข้

 แต่การระบาดครั้งร้ายแรงที่สุด เกิดขึ้นในช่วงปี 2461-2462 ซึ่งเรียกว่า ไข้หวัดใหญ่สเปน ตามถิ่นกำเนิดของโรค ไข้หวัดใหญ่สเปนในครั้งนั้นระบาดไปทั่วโลก ประมาณว่าเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นถึง 40-50 ล้านคน โดยเฉพาะในสหรัฐเอง ก็มีผู้เสียชีวิตไปถึงกว่า 5 แสนคน แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ส่งผลให้นานาชาติมีการแลกเปลี่ยนและพัฒนาความรู้และผลิตยาที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับโรคนี้

 ในปี 2499-2501 เกิดการระบาดของไข้หวัดเอเชียที่เริ่มขึ้นในเอเชียแล้วลุกลามไปยังสหรัฐ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน เฉพาะในสหรัฐ ประเทศเดียวก็มีผู้เสียชีวิตประมาณ 7 หมื่นคน และอีก 10 ปีต่อมา คือในปี 2511 ได้เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง ซึ่งระบาดอย่างรวดเร็วไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมทั้งยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ และสหรัฐ ทำให้มีตัวเลขของผู้เสียชีวิตสูงถึง 7 แสนคน แต่หลังจากนั้นแม้จะมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่อีก 2-3 ครั้ง แต่ก็โชคดีที่จำนวนผู้เสียชีวิตมีเพียงไม่กี่คน จนมาถึงวันนี้ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังหวาดวิตกกันอยู่ก็คือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งมีกำเนิดจากประเทศเม็กซิโก

 สิ่งซึ่งน่ากลัวไม่น้อยไปกว่าการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ก็คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ๋ใหม่ จะทำความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโลกประมาณถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ และทำให้จีดีพีหดตัวลง 4.8 เปอร์เซ็นต์

 ตัวอย่างหนึ่งซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัด ก็คือเมื่อปี 2548 หน่วยงานด้านงบประมาณแผ่นดินของสหรัฐ ได้เสนอรายงานประเมินผลเสียหายจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ว่าจะส่งผลกระทบต่อสหรัฐประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทั้งนี้เกิดจากการลดลงของอุปสงค์ คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งของภาครัฐและภาคธุรกิจ กับการลดลงของอุปทานคือแรงงานและโลจิสติกส์ ทั้งนี้เพราะคนส่วนหนึ่งจะเก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่ออกไปทำงาน เที่ยวเตร่ หรือจับจ่ายใช้สอย ซึ่งการประเมินดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐจะประสบวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้น คาดกันว่าความเสียหายจริงๆ น่าจะมากกว่านี้หลายเท่าตัว

 สำหรับประเทศไทยของเรานั้น เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ถดถอยมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว อันเป็นผลมาจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองภายใน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จึงเป็นภาระที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาล ทั้งในเรื่องการหาทางควบคุมการระบาด และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน