
141ผสานธุรกิจและการให้วางเป้าเติบโตอย่างมีความสุข
141ผสานธุรกิจและการให้ วางเป้าเติบโตอย่างมีความสุข : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยอนัญชนา สาระคู
ภายใต้ระบบ "ทุนนิยม" ในปัจจุบัน ธุรกิจต่างแข่งขันเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด สร้างความได้เปรียบเพื่อผลกำไร หรือไม่ก็พยายามแสวงหาช่องทางผูกขาด ขยายธุรกิจหวังที่จะครอบงำตลาด สร้างเครือข่ายไว้ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน และไม่เว้นแม้แต่การใช้แหล่งระดมทุนอย่าง "ตลาดหุ้น" เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ยังมี "ธุรกิจเพื่อสังคม" ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยอมลดทอนผลกำไรเพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ไปสู่สังคมที่ทำให้เราได้เห็นแสงสว่าง
หนึ่งในหลายๆ กิจการที่กำลังเติบโตในแวดวงธุรกิจเพื่อสังคมก็คือ "บริษัทเพื่อสังคมหนึ่งสี่หนึ่ง" ที่เริ่มต้นกิจการด้วยแนวคิด "ช่องว่างแห่งการให้" เพราะเล็งเห็นถึงปัญหาของการเข้าถึงของเล่นของเด็กไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มีของเล่นที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการของเด็กไม่เพียงพอนัก จนมาสู่แนวคิด "slow play" เพราะมองเห็นว่าโลกในปัจจุบันรุดหน้าเร็วเกินไป ขณะที่เด็กๆ ยังควรได้รับการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
“คมกฤช ตระกูลทิวากร" ผู้ก่อตั้งบริษัทเพื่อสังคมหนึ่งสี่หนึ่ง เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ 141 เริ่มขึ้นเมื่อปี 2553 ที่ได้ฟังแนวคิดเกี่ยวกับ social enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคม จึงได้ศึกษาหาข้อมูล และได้เห็นตัวอย่างของธุรกิจที่ทำเพื่อสังคมและทำเพื่อความอยู่รอดด้วย
"ตอนนั้นผมยังเป็นอาจารย์จึงให้โจทย์นี้ไปกับนักศึกษาออกแบบ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดคือแววตาของเด็กๆ เปลี่ยนไป เขามีเป้าหมายที่จะทำเพื่อคนอื่น ทำให้อินมากกว่าเมื่อก่อน และเราก็สนุก ได้เรียนรู้ไปด้วย พอดีกับมีลูกและได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนปัญโญทัย ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกที่เน้นการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์มากกว่าวิชาการ ให้ความสำคัญกับการเล่นที่เป็นอิสระ จนกระทั่งผมได้เขียนแผนธุรกิจไปยังอันลิมิเตด ไทยแลนด์ จึงได้ทุนและเกิดกิจการนี้ขึ้นมา"
เขาเล่าว่า ในช่วงปีแรกยังทำงานเป็นอาจารย์ โดยใช้เวลาราว 1 ปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนกระทั่งมาพบว่าการทำงานสองหรือสามอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้ จึงตัดสินใจลาออก และมาซื้อที่ย่านสุขาภิบาล 5 ใกล้กับโรงเรียนลูกเพื่อประหยัดระยะเวลาการเดินทาง ทั้งเปลี่ยนแผนจากการสร้างบ้านมาสร้างเป็นเวิร์กช็อป พร้อมๆ ไปกับการดูแลลูก ซึ่งหัวใจสำคัญอีกอย่างคือการที่เราได้ทำตรงนี้ นอกจากจะสอนตัวเองแล้ว ยังได้สอนลูกในเวลาเดียวกันด้วยว่า เราคงไม่ได้เติบโตมาเพื่อที่จะ "เอา" อย่างเดียว แต่เราก็ควรจะ "ให้" ด้วย
แนวคิดของกิจการ 141 เกิดจากการที่เราได้เห็นปัญหาว่า มีคนใจดีบริจาคของเล่นให้เด็กๆ จำนวนมาก แต่เขาไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่ทำอยู่ด้วยการบริจาคของเล่นจำพวกพลาสติก หรือของเล่นประเภทที่มีความรุนแรง เช่น ปืน หรือโต๊ะสนุก หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือปลอม ตุ๊กตาผมสีทองๆ หัวฟูๆ นั้น ได้ให้ทัศนคติในการดำรงชีวิตอีกอย่างกับเด็กๆ อย่างเช่น เราอาจจะไม่ได้คิดว่าโทรศัพท์มือถือทำให้เขาอยากมี อยากได้ อยากใช้ตั้งแต่ในวัยเด็ก ทั้งๆ ที่ไม่ได้จำเป็นนัก หรือแม้แต่ตุ๊กตาหัวฟู หุ่นผอมบาง ได้ให้แนวคิดในเรื่องความสวย แต่เป็นความสวยงามในอุดมคติที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขายึดติดกับภาพที่สวยงาม ก็อาจจะทำให้เขาเติบโตมาแล้วต้องล้วงคอ หรือกินยาบางอย่างเพื่อให้ตัวเองผิวขาว
เราก็ได้เห็นๆ ในเรื่องเหล่านี้กันอยู่ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ดังนั้น จุดเริ่มต้นแรกของเรา คือให้ทางเลือกที่เป็นของเล่นไม้ธรรมชาติ ให้เด็กได้จินตนาการ ได้สัมผัสกับไม้ แต่ราคาก็แพง จึงเกิดแนวคิดว่าทำของสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้ของอีกสิ่งหนึ่งในตัวของมันเอง เป็นแนวคิดเรื่องช่องว่าง จึงตั้งชื่อว่า "ช่องว่างแห่งการให้" เป็นโปรดักส์ของตกแต่งบ้านที่ผู้ซื้อนำกลับไปใช้ประโยชน์ที่บ้าน ส่วนไม้ที่ได้จากช่องว่างนั้น จะนำไปผลิตเป็นของเล่น และบริจาคให้เด็ก
อย่างไรก็ตาม กับแนวคิดแรก ไปไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะต้องอธิบายเยอะ และเป็นของที่ไม่ได้จำเป็นจริงๆ เป็นของตกแต่งบ้าน แม้ว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็ขายค่อนข้างยาก ซึ่งเราก็ทำมา 1 ปีกับแนวคิดแรก จากนั้นมีผลิตภัณฑ์อีกชุดชื่อ 141 DIY เป็นของเล่นกึ่งสำเร็จรูป คือเป็นไม้ที่ตัดเป็นรูปประมาณหนึ่งแล้วแต่ยังไม่เรียบ คนซื้อจะต้องนำไปขัดกับกระดาษทราย และระบายสีประกอบเอง โดยใน 1 ชุดเราจะคิดราคารวมกับอีก 1 ชุดที่จะนำไปบริจาคเรียบร้อยแล้ว ซึ่งชุด DIY นี้ขายดีขึ้น และราคาไม่แพงมาก ทำให้เราสามารถนำของเล่นไปบริจาคได้ตามความตั้งใจ
จนปัจจุบันนำของเล่นไปบริจาคแล้วเป็นจำนวนกว่า 1,300 ชิ้น
คมกฤช กล่าวอีกว่า ได้รับคำแนะนำว่าแนวคิดแรกเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจจะเป็นเรื่องไกลตัวคน ทำให้เข้าใจยาก จึงได้สร้างขึ้นมาอีกหนึ่งแนวคิด ให้ชื่อว่า "141 slow play" โดยมองว่าโลกหมุนเร็วเกินไป การที่เด็กๆ ได้มีการเล่นที่ง่ายๆ ในบริบทที่เรียบง่ายมากกว่าการผลักดันเขาให้ออกไปวิ่งแข่งกับเทคโนโลยีที่ไปเร็วเกินไป ทำให้พวกเขามีวัยเด็กที่ไม่อิ่ม เมื่อโตไปแล้วพวกเขาจะขาดชีวิตช่วงนั้น และเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่เต็ม 100% แต่ถ้าเขาได้อิ่มในการเล่น ได้มีสมาธิที่เขาได้ใช้จินตนาการ ได้เล่นของที่จับต้องได้ เข้าใจง่ายกว่าการที่เขาได้ใช้แท็บเล็ต ใช้เทคโนโลยี หรือแม้แต่กล้องจริงๆ สิ่งหนึ่งที่เด็กจะได้คือ การได้ใช้จินตนาการที่วิเศษมาก เด็กจะสนุกได้เต็มที่ เมื่อเทียบกับของเล่นที่คิดให้เรียบร้อยแล้ว กับไอเดียสำเร็จรูปจนเขาไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่ไปกระตุ้นพวกเขา
"ฟังดูแปลกๆ เหมือนกับว่าเราไม่เห็นด้วยกับการกระตุ้น แต่จริงๆ แล้วมนุษย์มีศักยภาพในการจินตนาการ การเข้าใจโลกด้วยตัวเองอยู่แล้ว การที่เราไปกระตุ้นเขาเยอะเกินไป เร็วเกินไป เขาก็จะเกิดภาวะที่พอไม่กระตุ้นก็จะไม่สนใจ หรือสมาธิสั้น ทุกอย่างต้องกระตุ้นไปหมด ชีวิตเขาจะไม่เรียบง่าย สบายๆ อันนี้จึงเป็นแนวคิดของเล่นเราที่ จับต้องได้ เข้าใจง่าย และใช้จินตนาการ"
ทำให้ตอนนี้เรากำลังทำงานพวกนี้อยู่คือผลิตของเล่นที่เรียบง่าย เข้าใจได้ และจะเริ่มให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่เร็วเกินไป และผลักดันแนวคิดสโลว์เพลย์ แนะนำให้พยายามดึงพวกเขาออกห่างจากเทคโนโลยี อย่าให้อยู่กับแท็บเล็ตในเวลารับประทานข้าว เพราะชีวิตพวกเขาอาจจะลำบากในภายภาคหน้า
โปรดักส์ในแนวคิด สโลว์เพลย์ จะเป็นของเล่นทั้งหมด เช่น ลูกข่าง กล้องที่ทำจากไม้ให้เด็กได้ใช้จินตนาการ และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งคือ เสื้อยืด จะเป็นอีกแนวคิดที่ผู้ใหญ่หรือเด็กที่ซื้อแล้ว เมื่อเก่าก็จะสามารถให้ชีวิตที่สองกับเสื้อได้จากแพทเทิร์นตุ๊กตาที่เป็นลวดลายอยู่บนเสื้อ คือแทนที่จะเอาเสื้อไปทิ้งหรือทำเป็นผ้าขี้ริ้ว เราก็ให้นำไปทำเป็นตุ๊กตา ที่มีความทรงจำของผู้สวมใส่ มีกลิ่้นอายของพ่อ คือเป็นเรื่องของความผูกพัน ส่วนตุ๊กตาที่ทำออกมาจะเก็บไว้ใช้เองก็ได้ หรือต้องการจะบริจาคจะมาร่วมบริจาคกับเราก็ได้ หรือจะนำไปบริจาคเองก็ได้
"ส่วนคอนเซ็ปต์ของการให้เราก็ยังมีผลิตภัณฑ์นั้นอยู่เช่นเดิม อย่างชุด DIY แต่สำหรับสโลว์เพลย์ เราไม่มีแทรกในเรื่องการให้ ซึ่งตอนนี้เราจะเน้นไปที่ของเล่นมากขึ้น หลายอันที่เราผลิตให้เด็ก แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใหญ่ซื้อไว้เองก็มี ซึ่งคิดแล้วว่าตรงนี้ทำให้เราอยู่รอดได้ เช่น กล้องไม้ ลูกค้าผมมีตั้งแต่วัย 1 ขวบ ไปจนถึง 60 ปี เลยคิดว่าอาจจะไปตอบสนองในวัยเด็กที่เขาไม่มี เลยคิดจะทำซีรีส์กล้องขึ้นมาอีก และส่วนตัวก็ชอบกล้องอยู่แล้ว"
ในมุมของการดำเนินธุรกิจนั้น คมกฤช กล่าวว่า เริ่มเป็นธุรกิจจริงจังในประมาณปี 2555 หลังปีน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งยอมรับว่า 2 ปีแรก ขาดทุนอย่างมาก ช่องทางการขายก็จะไม่เข้าไปวางขายในห้าง เพราะพบว่าห้างคิดค่าธรรมเนียมเยอะมาก ในขณะที่เรามีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเด็กๆ หากเราเข้าห้าง ของของเราก็จะต้องขายแพงขึ้น จะขายยากมากขึ้น ของเล่นที่ได้กลับมาเพื่อบริจาคก็น้อย อีกทั้งคิดว่าสินค้าของเราไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายไปที่คนหมู่มาก เลยตัดสินใจไปขายตามงานแฟร์แสดงสินค้าต่างๆ ที่เขาเชิญมา และไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าที่
"เรายังพบด้วยว่าการไปขายในงานแฟร์ที่เป็นงานแมส เราขายไม่ดีนัก แต่หากไปขายในงานที่เป็นการกุศล หรืองานกึ่งงานหัตถกรรม (งานคราฟ) สินค้าเราจะขายดีมาก ซึ่งก็ทำให้เราชัดเจนมากขึ้นว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร" เมื่อเวลาผ่านพ้นไป 3 ปี คมกฤช เล่าว่า ได้ออกงานบ่อยขึ้นและเริ่มอยู่ตัว โดยไปเข้าร่วมกับกลุ่มบางกอก ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต ซึ่งจัดงานแฟร์เกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิก ทุกๆ เดือนในที่ต่างๆ ก็ทำให้รายได้สม่ำเสมอมากขึ้น รวมทั้งการไปออกงานบ้านและสวนในโซนงานคราฟซึ่งก็ขายดีเช่นกัน โดยปีที่ผ่านมาทำให้เราพลิกกลับมามีกำไรได้
"ในเรื่องการขยายธุรกิจตอนนี้ คิดจะขยายโดยหาคนมาช่วยขายโปรดักส์ของเรา ซึ่งก็มีคนติดต่อมาแล้วแต่กำลังหารูปแบบที่ลงตัวอยู่ ถัดไปคือเราจะทำเป็นเวิร์กช็อป โดยจะขยายพื้นที่ในบริเวณใกล้กันนี้ แต่เราจะไม่ขยายไปในเชิงแมสนะ เพราะมองว่าจะมีผลกระทบกับวิถีชีวิต เราจะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป จะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่จะคงวิถีชีวิตและการคงอยู่ของแนวคิดเป็นหลัก โดยขยายธุรกิจออกไปในเชิงคุณูปการ มีคนเข้ามาหาเราเข้ามาทำเวิร์กช็อปกับเรา"
ทั้งนี้ คมกฤช บอกว่า ที่ผ่านมา เขาทำเองทุกอย่าง ทั้งการผลิต การขายและประชาสัมพันธ์ โดยมองว่าปัจจุบันที่ทำให้สามารถคงธุรกิจต่อไปได้ก็คือ การควบคุมต้นทุน ซึ่งต่างจากก่อนหน้านั้นเคยเปิดสำนักงานออกแบบ ซื้อตึก มีต้นทุนสูง อยู่ในห้องแอร์ แต่ก็ทำให้มีความเครียดสูงมาก แต่มาอยู่อย่างนี้ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้
สำหรับการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมนั้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเพื่อสังคมหนึ่งสี่หนึ่ง ยืนยันว่า จะยังคงเป็นธุรกิจอยู่ได้ อย่าง 141 เราทำในขนาดธุรกิจที่ดูแลตัวเองได้และเป็นธุรกิจที่เล็กมาก ต้นทุนต่ำตั้งแต่เริ่มต้น และเราก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่โต ผลตอบรับจากงานที่เราขาย คนซื้อก็สบายใจเขาซื้ออย่างมีความสุข แม้ของบางอย่างจะไม่สมบูรณ์แบบ เช่น ของเล่น DIY เป็นสิ่งที่เขาต้องไปทำงานกับมันเพิ่มเติม ซึ่งสินค้าเราไม่ใช่งานแมส ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปลงทุนจำนวนมากๆ แต่จะบริหารแบบค่อยเป็นค่อยไปหมุนเวียนอยู่ในงบประมาณที่เราควบคุมได้
เขาบอกว่า ที่ผ่านมามีหลายคนติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษา ซึ่งก็ให้กำลังใจไปและให้แนวคิดไปว่า ถ้าคาดหวังว่าจะต้องได้กำไรสูงสุด หรืออีกมุมหนึ่ง หากต้องการผลตอบรับที่เป็น อิมแพ็คสูงสุด เหมือนกับต้องการเปลี่ยนโลกเลยนั้น ได้บอกไปว่าไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายขนาดนั้น เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ ขอแค่ให้เริ่มต้นและมีแรงขับเคลื่อนที่เราได้ทำจริงๆ ก็จะมีคนเห็นและสนับสนุน แต่การที่เราตั้งเป้าหมายสูงๆ จริงแล้วอาจจะจับต้องไม่ได้ พูดสวยงามว่าเปลี่ยนโลกได้ พอภาพอย่างนั้น ก็ไม่เป็นจริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำ
"คือถ้าเราเป็นนักคิด แต่มือไม่เปื้อน ไม่ลงมือทำ ก็เป็นได้แค่แนวคิดต่อไป"
สำหรับเป้าหมายธุรกิจ คือการ "ให้" ตั้งแต่เขียนแผนธุรกิจแล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะให้ของเล่นถึงมือเด็กๆ ทั่วประเทศ ซึ่งตั้งเป้ายอดไม่ค่อนข้างสูง แต่จริงๆ แล้วไปไม่ถึง นอกจากนี้ ถ้าดูจากยอดขายแล้ว ยังติดพันธสัญญาของเล่นอีกจำนวนหนึ่งที่ยังนำไปบริจาคไม่ครบตามยอดขาย ซึ่งก็พยายามทำใช้และสมทบให้ครบคืนตามยอด ที่ยังขาดอีกประมาณ 1,000 ชิ้น
"เป้าหมายอีกอย่างของเราคือจาก สโลว์เพลย์ เราต้องการสื่อสารแนวคิดนี้ออกไป ในรูปของหนังสือและสิ่งพิมพ์ ให้แก่คนซื้อของกับเรา และเฟสที่ 3 คือการทำเวิร์กช็อป ที่จะเปิดให้พ่อแม่ เมื่อว่างในช่วงเสาร์อาทิตย์ แทนที่จะพาลูกไปห้าง ไปซื้อของ ไปเสพวัตถุนิยม ก็ให้มาที่นี่ มาใช้ชีวิตร่วมกัน ทำของเล่นด้วยกัน กลับไปพร้อมกับความภาคภูมิใจจากที่ใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งน่าจะได้เห็นภายในปลายปีนี้" คมกฤช กล่าวและว่า
ส่วน "กำไร" นั้น มองว่าการทำธุรกิจก็จะต้องมีกำไร ไม่เช่นนั้นธุรกิจก็ไม่เติบโต แต่สำหรับหนึ่งสี่หนึ่งคือโตในขนาดที่เรามีความสุขกับชีวิตได้ และได้ดูแลลูก คือถ้าขยายก็จะขยายกำลังการผลิตอีกเท่าเดียว จะไม่สร้างโรงงานใหญ่โตอะไรเพราะเราจะไม่ใช้ชีวิตอย่างนั้น
ส่งของเล่นไม้ ส่งน้ำใจให้เด็กๆ
จากแนวคิด "ช่องว่างแห่งการให้" บริษัทเพื่อสังคมหนึ่งสี่หนึ่ง ได้บริจาคของเล่นตามเจตนารมณ์แล้วเป็นจำนวนถึง 1,300 ชิ้น แม้จะยังคงเหลือพันธสัญญาอีกจำนวนหนึ่งที่จะต้องผลิตของเล่นเพื่อนำไปบริจาคก็ตาม ซึ่งผู้ก่อตั้งธุรกิจนี้ยืนยันจะทยอยทำให้ครบตามสัญญา
คมกฤช เล่าว่า การนำของเล่นไปบริจาคในครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นหลังจากเปิดตัวแฟนเพจในเฟซบุ๊ก ก็มีศูนย์เด็กอ่อนที่จ.บุรีรัมย์ เข้ามาติดต่อ ซึ่งตอนแรกไม่ได้ติดต่อเพื่อมาขอสิ่งของบริจาค แต่เห็นหนึ่งสี่หนึ่งพัฒนาเรื่องสีผสมอาหารกับงานไม้ จึงต้องการขอสูตร เมื่อคุยกันไปมาก็ได้เห็นภาพเจ้าอาวาสวัดเลื่อยไม้ให้เด็กๆ และก็ไม่ได้มีเครื่องมืออะไรมากมายเพราะอยู่ห่างไกล และใช้สีผสมอาหารแบบสดๆ ผลที่ออกมาจึงดิบๆ ด่างๆ ซึ่งก็ได้แนะแนวทางไปว่าต้องทำอย่างไร และบอกไปด้วยว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ยินดีที่จะนำของเล่นไปบริจาค ซึ่งทางนั้นเขาก็ยินดี โดยที่ศูนย์เด็กอ่อนที่แรกที่ไปบริจาคคือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ และทุกวันนี้เด็กๆ ก็ยังเล่นกันอยู่เลย
"หลังจากนั้น ก็ได้ประกาศไว้ในแฟนเพจ ซึ่งที่ที่สองที่เราไปคือ มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน ที่แม่สอด จ.ตาก ซึ่งทางเขาติดต่อเรามา และเราก็สนใจ คือปกติทางเราจะโทรศัพท์สัมภาษณ์กันก่อนว่ามีเด็กกี่คน มีของเล่นหรือไม่ และมีความต้องการของเล่นหรือไม่ เพราะก่อนที่เราจะเปิดตัว เลยไปลองหาในกรุงเทพฯ ตามศูนย์เด็กอ่อน เราก็พบว่าเด็กๆ เหล่านั้น มีของเล่นที่เป็นประเภทเอ็กซ์ตรีมอยู่แล้ว มีสีสันสวยงาม เพราะทางศูนย์มีงบประมาณมากอยู่แล้ว พอเราไปก็พบว่าเขามีของเล่นไม้อยู่แล้ว ซึ่งก็ยังอยู่ในห่อเช่นเดิม ถูกวางอยู่ในมุมห้อง และเด็กไม่หยิบของเหล่านั้นมาเล่นเลย (ซึ่งตอนนั้นทำเราท้อไปเหมือนกัน) ทำให้เราเลือกที่จะไปบริจาคในที่ไกลๆ อย่างมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน เราไปมาถึง 2 รอบแล้ว และก็พบว่าสิ่งที่เรานำไปให้ มันวิเศษสำหรับเขา และครูยังบอกด้วยว่า ในวันที่เราเอาไปให้เด็กเกินครึ่งหนึ่งได้รับของเล่นชิ้นแรกในชีวิต ทำให้เรารู้สึกว่านำไปบริจาคในที่อย่างนี้ดีกว่า ดังนั้นทุกครั้งที่เราจะไปก็จะไปในที่ประมาณนี้"
คมกฤช บอกอีกว่า สำหรับในเดือนมีนาคมปีนี้ ตั้งใจจะนำของเล่นไปบริจาคให้แก่โรงเรียนสอนคนตาบอดทางภาคเหนือ สืบเนื่องจากครั้งที่มีรายการโทรทัศน์จัดให้บริษัทไปช่วยบริจาคของเล่นที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ทำให้รู้สึกเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนที่ได้นำของเล่นไปให้เด็กตาบอด รู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้ขาดของเล่นนะ แต่เขาขาดการสัมผัส และความรู้สึกที่มีคนนำของไปให้เขาก็จะดีใจและระบายออกมาด้วยการตะโกนแสดงความดีใจ เลยทำให้คิดอยากจะนำของเล่นไปบริจาคที่โรงเรียนของคนตาบอดอีก ซึ่งน่าจะเป็นที่จังหวัดลำปาง และเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม แนวคิดการบริจาคของเล่นของหนึ่งสี่หนึ่งนั้นเป็นแนวคิดแรกเริ่มตั้งแต่เขียนแผนธุรกิจ โดยมีเป้าหมายธุรกิจเป็นยอดของการบริจาคของเล่น ตั้งเป้าจะบริจาคของเล่นทั่วประเทศให้ได้เป็นหลักหมื่นชิ้น ซึ่งทางหนึ่งสี่หนึ่งเองยอมรับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่คมกฤชยังบอกด้วยว่า ในประเทศไทยธุรกิจที่ผลิตของเล่นด้วยไม้มีอยู่หลายราย และมีขนาดค่อนข้างใหญ่ทีเดียว แต่การผลิตของเล่นเพื่อการให้ ถือว่าหนึ่งสี่หนึ่งเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทย
รวมเป็นกำลังใจให้หนึ่งสี่หนึ่งได้โดยช่องทางการจำหน่ายในปัจจุบันนอกจากการออกงานแฟร์ร่วมกับบางกอก ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ตในที่ต่างๆ แล้ว เรายังสามารถสั่งซื้อมาได้ทางแฟนเพจเฟซบุุ๊กที่ facebook.com/141se



