
การประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่2
การประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่2 : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปอยู่ที่ฮานอย เพื่อเข้าร่วมการประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 จัดโดยสมาคมนักเขียนเวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
และรัฐบาลเวียดนาม ร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ของเวียดนาม ดังนั้น งานนี้จึงมีความยิ่งใหญ่และมโหฬารตระการตา ตั้งแต่ที่พัก อาหารการกิน การแสดง
สถานที่จัดการประชุมต่างๆ จนถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม และส่วนใหญ่แล้วจะเน้นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวเวียดนาม
ซึ่งยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี
งานนี้มีประเทศที่เข้าร่วมการประชุมทั้งหมด 43 ประเทศ จำนวน 150 กว่าคน ไม่รวมถึงนักเขียนและกวีของเวียดนามอีกไม่ต่ำกว่า 100 คน ประเทศที่เข้าร่วมมี อาทิ
อียิปต์ มองโกเลีย สหรัฐ ออสเตรเลีย จีน โอมาน ญี่ปุ่น ปากีสถาน อินเดีย โคลัมเบีย ฯลฯ สำหรับประเทศไทย ประกอบด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เจน สงสมพันธุ์ ไพวรินทร์ ขาวงาม
เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ พินิจ นิลรัตน์ เอก อัคคี ชุติมา เสวิกุล และผม ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การเยี่ยมคำนับประธานาธิบดีเวียดนาม ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทางการเวียดนามให้ความสำคัญและยกย่องกวี-นักเขียน ค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเวียดนามเป็นชาติที่ชื่นชมบทกวี และบิดาของชาติ คือโฮจิมินห์ก็เป็นกวี รวมทั้งกวีและ
นักเขียนก็มีบทบาทในการสร้างผลงานเพื่อต่อสู้ และเพื่อกอบกู้เอกราชตั้งแต่สมัยปลดปล่อยประเทศจากจีน ฝรั่งเศส และสหรัฐ
สิ่งที่ประทับใจผมเป็นอย่างมาก คือ “พิพิธภัณฑ์นักเขียน” ซึ่งรวบรวมการอ่าน-เขียน-เรียนรู้ ของเวียดนามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีหุ่นจำลองการเรียน-การสอน ในสมัย
ก่อน และการจำลองห้องทำงานพร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ของนักเขียนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทั้งนักเขียนและนักรบในสงครามเวียดนาม ซึ่งหลายคนยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีอายุค่อนข้างมากแล้ว
เวียดนามได้ใช้พลังของกวีและนักเขียนในการสร้างความสัมพันธ์กับประชาคมโลกมาเป็นเวลานานแล้วซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม ในสมัยสงครามเวียดนามนั้น แม้รัฐบาลฝรั่งเศส และสหรัฐ จะตั้งตนเป็นศัตรูกับเวียดนามเหนือแต่พลังวรรณกรรมก็ทำให้ประชาชนในประเทศทั้งสอง ให้ความเห็นอกเห็นใจแก่เวียดนาม และผลักดันให้ฝรั่งเศสและสหรัฐต้องถอนตัวจากเวียดนามในที่สุด
เวียดนามตระหนักดีว่าไม่สามารถจะแข่งขันอิทธิพลกับประเทศที่เข้มแข็งกว่าอย่างสหรัฐ จีน หรือญี่ปุ่น ได้ แต่เวียดนามก็ใช้ความอ่อนโยนของวรรณกรรมในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศเล็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโลกที่สามในอดีต ซึ่งมีอดีตที่คล้ายคลึงกับเวียดนาม ซึ่งในการไปเวียดนามครั้งนี้ มีนักเขียน-นักข่าวเวียดนาม
หลายคน พูดกับผมในลักษณะที่คล้ายกันว่า ประเทศไทยกับเวียดนามเป็นเพื่อนบ้านกันมีผลประโยชน์ร่วมกัน เหมือนมีแม่คนเดียวกัน และต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป ต่างกับประเทศ
ใหญ่ที่มุ่งหมายประโยชน์จากเราฝ่ายเดียว ซึ่งอาจเป็นทัศนคติใหม่ที่แสดงถึงความตื่นตัวและวิตกกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันของภูมิภาคนี้
ผมไม่ทราบว่าคนไทยได้ตระหนักและตื่นตัวกับเรื่องนี้เช่นคนเวียดนามหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่คิด ไม่รับรู้ ก็ควรจะต้องหันมาสนใจกันบ้างแล้วละครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอจบด้วยบทกวีของคุณชุติมา เสวิกุล ที่มอบให้สมาคมนักเขียนเวียดนาม ในการประชุมครั้งนี้ครับ
“หมอกเมฆห่มฟ้า บทกวีห่มใจ”
เปิดม่านมองฟ้าเห็นแต่หมอกเมฆต่ำลงมา
ขุ่นเหนือขุนเขา ตึกรามก็ดูราวถูกไอขาวห่มคลุม
ยามเดินดุ่มละอองกระเซ็นเป็นสาย ต้องปลายจมูกและผม
ดูเหมือนฟ้าช่างหม่นตรม แต่ใจคนกลับไม่เป็น
ร้อยห้าสิบกว่าชีวิตล้วนเบิกบาน
ฟังเรื่องเล่าขานประวัติกวีดัง
เวียดนามที่เคยเกือบจะภินท์พัง
ล้วนเป็นความหลังไม่ใช่ปัจจุบัน
เหล่ากวีทั่วหล้ามารวมกันในวันนี้
การต้อนรับแสนดี ยิ่งใหญ่และอบอุ่น
สี่สิบสามประเทศจึงขอบคุณ
ได้รับแต่ไออุ่น ไม่หม่นมัวแม้หมอกคลุม



