
'สุจิต'หนุน'สนช.-สปช.'เป็นสภาขับเคลื่อนฯ
'สุจิต'หนุน'สนช.-สปช.'เป็นสภาขับเคลื่อนฯ 'อำนวย'ซัดก้าวก่ายฝ่ายบริหารชี้นายกฯควรมาจากเลือกตั้ง
8มี.ค.2558 นายสุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ว่า สัปดาห์หน้าทางกมธ.ยกร่างฯ จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการทบทวนบทบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาไปแล้วแบบทีละมาตรา เพื่อดูถึงความเรียบร้อย ความไม่ซับซ้อน เนื่องจาก การเขียนรัฐธรรมนูญต้องเขียนภาษาให้กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ และเข้าใจว่าในขั้นตอนนี้ก็อาจมีกมธ.ยกร่างฯบางคนหยิบยกประเด็นที่ยังรู้สึกค้างคาใจมาหารือในที่ประชุมเพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง แต่คิดว่าไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติที่เป็นหลักการใหญ่ๆเพราะถ้าเปลี่ยนแปลงหลักการใหญ่ๆก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่ยุ่งยากได้
“สำหรับภาพรวมของการยกร่างฯนับตั้งแต่เริ่มต้นจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ในร่างแรกนั้นรู้สึกพอใจพอสมควร แต่ก็มีความกังวลในบางประเด็น เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการจัดตั้งองค์กร หน่วยงาน และกำหนดวิธีการทำงานใหม่ๆขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงไม่แน่ใจว่าสังคมไทยจะพร้อมทำเรื่องนี้มากเพียงใด และพร้อมที่จะเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะสมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ รวมทั้งจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปตามที่กมธ.ยกร่างฯตั้งใจไว้ เนื่องจากงานจะสำเร็จได้นั้นต้องพึ่งพาและอาศัยความร่วมมือของประชาชนเป็นหลัก” นายสุจิต กล่าว
ส่วนประเด็นที่น่ากังวลอีกหนึ่งเรื่องคือการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง เนื่องจากเกรงว่าเมื่อนำเอามาใช้แล้วการปฏิรูปจะเป็นไปตามที่เขียนบัญญัติไว้หรือไม่ รวมทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ จะสามารถขับเคลื่อนผลักดันการปฏิรูปให้เกิดผลสำเร็จและเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ และถ้าหากว่ามีการคัดค้านหรือต่อต้านเกิดขึ้น รัฐบาลจะสามารถทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างจริงจังได้หรือไม่
“การที่กำหนดให้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อยู่ในคณะกรรมการฯชุดนี้ด้วยนั้น ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะจะไม่ให้เขาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลยก็คงไม่ได้ เนื่องจากหลายเรื่องจำเป็นต้องได้คนที่มีประสบการณ์มาสานต่อ ขณะที่บางเรื่องก็ไม่มีทางทำเสร็จได้ในเร็ววันนี้ แม้จะสามารถออกกฎหมาย เพื่อสนับสนุนการทำงาน แต่กฎหมายเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะการปฏิบัติต้องพึ่งพากลไกหลายอย่างจึงจะเกิดความสำเร็จได้” นายสุจิต กล่าว
'อำนวย'ซัดก้าวก่ายฝ่ายบริหารชี้นายกฯควรมาจากเลือกตั้ง
นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีว่าข้อเสนอของกมธ.ยกร่างฯที่ให้ตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ว่า ตนไม่เห็นด้วยเพราะการตั้งองค์กรเหล่านี้ขึ้นมาตรวจสอบควบคุมอำนาจฝ่ายบริหาร จะไปก้าวก่ายการทำงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบาย รวมไปถึงการปฏิบัติสั่งการ สุดท้ายรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้เลย
“ความจริงก็มีองค์กรตรวจสอบมีอยู่มากมายแล้ว ทั้งป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ สภาก็มี กรรมาธิการ ส.ว.ก็มีเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด อยากให้ทบทวนตรงนี้ ส่วนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ควรมาจากการเลือกตั้ง ถ้ามีวิกฤติต้องเอาคนนอกจริงๆ ถึงอย่างไรก็ควรต้องผ่านส.ส. ให้ส.ส.ที่เป็นผู้แทนประชาชน มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นคนเลือก แบบนั้นถึงจะเป็นประชาธิปไตย” นายอำนวย กล่าว
'เกียรติ'แนะ'รบ.-ก.คลัง'ปรับโครงสร้างภาษีใหม่'
นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์. กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลัง เตรียมเดินหน้าผลักดันเรื่องพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยภาษีบ้านนั้นมี อัตราการเก็บภาษีที่ 0.1% หรือล้านละ 1,000 บาทจนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เพราะรายจ่ายค่าบ้านสูงขึ้น ว่า. สมควรจะทำในสิ่งที่รอบคอบ และมีหลักการที่ชัดเจน. ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์เคยมีการผลักดันเรื่องภาษีทรัพย์สิน และในขณะนั้นเองก็มีความชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายไม่ได้ต้องการภาษีเพิ่ม แต่ต้องการให้ความเป็นธรรม อุดช่องโหว่ทุจริต การใช้ดุลพินิจของข้าราชการ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์. กล่าวว่า ฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีการประกาศชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการภาษีเพิ่ม ต้องการสร้างความเป็นธรรม และอุดช่องโหว่ในสังคม ผู้เสียภาษีก็จะสบายใจ รายละเอียดเรื่องการเสียภาษีที่ทางภาครัฐได้ประกาศออกมาในขณะนี้ ก็ยังไม่มีการคำนวณที่ให้คำตอบว่า อัตราภาษีใหม่นั้นแตกต่างจากของเดิมอย่างไร เป้าหมายของการเก็บภาษีคืออะไร ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าต้องการเห็นการปรับโครงสร้างการเก็บภาษีดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ และต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออก พ.ร.บ.ภาษีใหม่จะกระทบผู้ที่ทำงานทั้งงานออกแบบ รวมไปถึงงานรับเหมาก่อสร้างบ้านหรือไม่ นายเกียรติกล่าวว่า ตนคิดจากรอบการคำนวณภาษีที่มีการนำเสนอผ่านสื่อในขณะนี้ว่าคงไม่ถึงกับทำให้กลุ่มผู้ที่อยู่ในวงการก่อสร้างเสียลูกค้า แต่เหตุผลหนึ่งที่อาจทำให้เกิดความกังวลกันมากในหลายกลุ่มก็มีที่มาจากความไม่ชัดเจนของภาครัฐเองในเรื่องหลักการและเป้าหมายของการเก็บภาษีที่มีในขณะนี้
“ปรับโครงสร้างภาษีอะไรต้องเอาให้ชัด แล้วเอาฐานข้อมูลของประชากรมาดูกันว่าคนไหนมีทรัพย์สินประเภทไหน มีบ้านกี่หลัง หลังที่หนึ่งหลังที่สองเป็นอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่าตรงนี้สามารถคิดให้มีโครงสร้างที่เป็นธรรมได้ ซึ่งที่ผมเห็นออกข่าวในขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจน” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว



