ข่าว

วาระฉุกเฉินแห่งชาติ ระงับตื่นตระหนกประชาชน

วาระฉุกเฉินแห่งชาติ ระงับตื่นตระหนกประชาชน

13 ก.ค. 2552

ควรยอมรับออกมาตามตรงได้แล้วครับรัฐบาล ว่าการรับมือกับไข้หวัดหมูแบบที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้ผล และเป็นการปล่อยสังคมให้เป็นไปตามยถากรรมโดยไม่มียุทธศาสตร์รองรับเอาไว้เลย ถ้าคิดว่าเดี๋ยวมันก็หายเองเมื่อเวลาผ่านไป

เหมือนกับที่คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นเองเมื่อถึงไตรมาสที่ 4 นั้น นับว่าเป็นความคิดที่ผิดพลาดและนำชีวิตของประชาชนทั้งประเทศไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น วาระแห่งชาติในการระงับความตื่นตระหนกของประชาชนมาถึงแล้ว ถ้าไม่รีบจัดการไข้หวัดมรณะโดยด่วน ทุกอย่างอาจจบลง โดยศพแรกก็คือความเชื่อมั่นของทุกสีเสื้อที่มีต่อรัฐบาล

 ไม่ต้องงงว่าทำไมสถานการณ์ไข้หวัดพิเศษนี้ถึงรุนแรงและแพร่ระบาดรวดเร็วเกือบที่สุดในโลก สถิติทิ้งห่างอินเดียหรืออินโดนีเซียหลุดลุ่ย ไม่ต้องอ้างว่าคนตายน้อยหรือตายเพราะมีโรคแทรกซ้อนอยู่ก่อนแล้ว เพราะสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้เหมือนว่าขึ้นกับดวง ใครโชคดีก็รอด โชคร้ายปะทะกับโรคก็อาจตายได้ทุกคน ในเวลาอันสั้นและไม่เกี่ยวกับสุขภาพแต่อย่างใด ทั้งนี้การควบคุมดูแลสถานการณ์แบบไทยๆ ที่ไม่คาดคิดว่าสังคมจะต้องตกอยู่ในสภาพถึงเพียงนี้นั้นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้โรคกระจายตัวรวดเร็ว

 ประชาชนกำลังอยู่ในระหว่างเสียขวัญ รัฐต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ไม่ใช่แค่ปลอบใจ แต่ต้องลงมือรณรงค์กันอย่างจริงจัง เริ่มจากการตั้งเป็นวาระแห่งชาติจัดการเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ เลิกคิดถึงหน้าตาเรื่องการท่องเที่ยว จัดการควบคุมสนามบิน ท่ารถ ช่องทางคมนาคมต่างๆ ตลอดจนที่ทางสาธารณะ ชุมชนให้กระชับ ที่ไหนที่เครื่องมือไม่พอตรวจ ก็ต้องหยุดให้บริการ หากพบผู้ป่วยต้องกล้ากักตัวคนผู้นั้นและคนรอบข้างไว้ดูอาการ แบบเดียวกับที่ทางการจีนทำคือ กักทั้งอาคาร เพื่อตัดวงจรเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังต้องกระตุ้นคนไปตรวจเชื้อให้มากที่สุด ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการตรวจ หากค่าตรวจยังราคาเป็นหลักพันต่อครั้งเช่นทุกวันนี้ คนอาการเพียบแปล้แล้วเมื่อถึงมือหมอจะมีอีกมาก

 ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ รัฐควรใช้กำลังทหารเข้าช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่การรณรงค์ด้วยเครื่องมือกองทัพ แต่ต้องใช้กำลังพลของกองทัพเข้าไปควบคุมให้การสกัดกั้นโรคร้ายเป็นผล เช่น นำวัคซีนเข้าถึงประชาชน ปิดกั้นสถานที่ ช่วยทำลายแหล่งเชื้อโรค หรือถึงขั้นควบคุมและอพยพประชาชน

 หากยั้งสถานการณ์ไม่อยู่ ไม่ต้องเกรงว่าความเกี่ยวข้องของทหารจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะเวลานี้ที่ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวแท้ๆ ทหารลงไปทำหน้าที่แทนตำรวจอย่างคึกคัก รัฐยังทำไปได้