ข่าว

น้ำท่วมใหญ่-ไต้ฝุ่น-ภัยแล้งหญิงชายอันตรายไม่เท่ากัน

น้ำท่วมใหญ่-ไต้ฝุ่น-ภัยแล้งหญิงชายอันตรายไม่เท่ากัน

08 มี.ค. 2558

น้ำท่วมใหญ่-ไต้ฝุ่น-ภัยแล้งหญิงชายอันตรายไม่เท่ากัน

 
         เมื่อเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ไม่ว่าจะอุทกภัย พายุไต้ฝุ่นหรือภัยแล้ง หลายคนอาจคิดว่าระดับความเสี่ยงและการได้รับผลกระทบ ไม่น่าจะมีเรื่องบทบาทของหญิงและชาย เข้ามาเกี่ยวข้อง หากจะเกี่ยวพันก็อาจเป็นเพราะความแข็งแรงทางกายภาพไม่เท่ากันเท่านั้น แต่จากนี้ไป คงต้องคิดใหม่ เมื่อผลการศึกษาหลายชิ้นสรุปว่า ภัยธรรมชาติคร่าชีวิตสตรีเพศมากกว่าโดยเฉลี่ย โดยในบางกรณี อัตราการตายของผู้หญิงนั้นสูงถึง 90 % 
 
        ทั้งยังเป็นสาเหตุให้เด็กหญิงไม่ได้ไปโรงเรียน เสี่ยงถูกประทุษร้ายทางเพศและอันตรายอื่นๆอีกเป็นหางว่าง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่ในเวทีเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก (ไคลเมต เช้นจ์)ด้วย เพราะเมื่อนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ไคลเมต เช้นต์ จะเป็นสาเหตุให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงและบ่อยครั้ง ย่อมหมายถึงความเสี่ยงของผู้หญิงจะมากขึ้นตามไปด้วย 
 
          ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า เหยื่อ 1.4 แสนคนจากพายุไซโคลนถล่มบังกลาเทศเมื่อปี 2534 นั้น เป็นผู้หญิงถึง 90 เช่นเดียวกับพายุไซโคลนนาร์กิส ที่พัดถล่มเมียนมาร์เมื่อปี 2551  ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงเกือบ 2 ใน 3  
 
          ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...เอเลนา มาเนนโควา ผู้ช่วยเลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(ดับเบิลยูเอ็มโอ )กล่าวว่า "เหตุผลมีมากมาย แต่หนึ่งในนั้น พวกเธอว่ายน้ำไม่เป็น พวกเธอปีนต้นไม้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม" 
มาเนนโควา กล่าวว่า มีหลายประเทศ ที่ผู้หญิงไม่ควรวิ่ง พวกเธอถูกคาดหวังว่าให้รอจนกว่าสามีจะสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง 
นี่ก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมอีกเช่นกัน 
 
         ดังนั้น เป้าหมายหนึ่งขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก จึงเป็นความพยายามเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ โดยใช้พยากรณ์อากาศที่อาจช่วยชีวิตหรือชีวิตความเป็นอยู่  ซึ่งโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ แต่มาเนนโควา กล่าวว่า ผู้หญิงมีโทรศัพท์มือถือน้อยกว่าผู้ชายถึง 300 ล้านคน ทำให้การเตือนก่อนภัยมา มักไปไม่ถึงตัว 
 
          นอกเหนือจากนี้แล้ว ผู้หญิงและเด็กหญิงยังได้รับผลกระทบจากไคลเมต เช้นจ์ในแง่คุณภาพชีวิต โดยการศึกษาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ที่ผู้หญิงคือกำลังหลักในการหาน้ำมาให้ครอบครัว
 
          เมื่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อการมีอยู่ของแหล่งน้ำไปด้วย พวกเธอจะต้องเดินไกลออกไปกว่าเดิมเพื่อไปหาน้ำมาให้กับคนที่บ้าน ที่สุดแล้ว เวลาที่จะไปโรงเรียนก็เหลือน้อยลง 
ผลสำรวจของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติในประเทศแทนซาเนีย พบว่า อัตราการเข้าเรียนของเด็กหญิงที่มีบ้านใกล้กับแหล่งน้ำ  สูงกว่า 12 % เมื่อเทียบเด็กที่มีบ้านอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมงหรือไกลกว่านั้น  ขณะอัตราการเข้าเรียนของเด็กชายดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบมากนัก  
 
          ด้านองค์กร แพลน อินเทอร์เนชั่นแนล องค์กรพัฒนาด้านเด็ก เคยวิจัยในประเด็นเดียวกันเมื่อปี 2553 และพบว่าในเอธิโอเปียที่เผชิญภัยแล้งซ้ำซาก มีกรณีเด็กหญิงถูกข่มขืนเพราะต้องเดินไปหาน้ำไกลจากบ้าน และในบังกลาเทศที่เสี่ยงอุทกภัยและยากจนกลับพบอีกปัญหาหนึ่ง คือการแต่งงานตั้งแต่เด็ก 
       
          เด็กหญิงบังกลาเทศคนหนึ่งเล่าว่าหลังพายุไซโคลน หลายครอบครัวอยู่ในสภาพย่ำแย่ จึงส่งลูกสาวออกเรือน เด็กหญิงเกือบ 50 % ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะแต่งงานตั้งแต่ยังเยาว์ ในหมู่บ้านห่างไกล อาจสูงกว่า 70-75  % 
       
          แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ทางออกนั้นมี และไม่ยาก คือการเพิ่มบทบาทผู้หญิง ให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในทุกระดับ และตระหนักว่ายังมีพวกเธออยู่  
                    
          ทารา ไชน์ ที่ปรึกษาพิเศษขององค์กรคลังสมอง"มูลนิธิแมรี โรบินสัน ไคลเมต จัสทิส" ซึ่งมีอดีตประธานาธิบดีหญิงไอร์แลนด์เป็นประธาน กล่าวว่า ประเด็นผู้หญิงกับไคลเมต เช้นจ์ จะเป็นสาระหนึ่งในข้อตกลงฉบับใหม่ที่จะลงนามในกรุงปารีส 
                    
          ปัจจุบัน หลายบางประเทศอาทิ โมแซมบิค คำนึงถึงเพศสภาพในแผนรับมือกับอากาศโลกเปลี่ยนแปลงด้วย อย่างแผนพลิกฟื้นวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากอากาศโลกเปลี่ยนแปลง รัฐบาลไม่ลืมว่าเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ เป็นผู้หญิง ดังนั้น จึงต้องจัดหาการสนับสนุน คำแนะนำและเทคโนโลยี ชนิดที่พวกเธอแสวงหาได้ และสอดคล้องกับความต้องการมาตรการที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ อาทิ จัดหาที่หลบภัยไต้ฝุ่นอย่างเป็นกิจลักษณะ แยกห้องน้ำหญิง-ชาย เพื่อให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยที่จะเข้าไปใช้เมื่อพายุมา ไชน์กล่าวทิ้งท้ายว่า บ่อยครั้งที่พบว่า หากคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่คำนึงสักนิดเรื่องความแตกต่างทางเพศสภาพ ต่อให้เจตนาดีขนาดไหน สุดท้ายอาจลงมือทำอะไรบางอย่างที่ส่งผลลบตามมา