ข่าว

ประมงไทยในอินโดฯ ระส่ำ รอรัฐบาลถกฟื้นสัมพันธ์

ประมงไทยในอินโดฯ ระส่ำ รอรัฐบาลถกฟื้นสัมพันธ์

08 มี.ค. 2558

ประมงไทยในอินโดฯ ระส่ำ รอรัฐบาลถกฟื้นสัมพันธ์ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค

 
                         การใช้มาตรการรุนแรงของทางการอินโดนีเซีย โดยกองทัพเรือ ด้วยการจมเรือประมงไทย 5 ลำ ในเดือนธันวาคม 2557 จากความผิดด้วยการลักลอบเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย ทั้งยังพบว่ากองเรือไทยที่เข้าไปใช้แรงงานทำประมงเป็นคนงานไทยทั้งหมด 
 
                         ขณะที่ก่อนหน้านี้ทางการอินโดนีเซีย ได้ออกข้อกำหนดด้วยการบังคับให้เรือประมงต่างชาติที่เข้าไปทำประมงในน่านน้ำของตน ได้เคร่งครัดต่อการปฏิบัติตามข้อตกลง ทั้งการว่าจ้างแรงงานชาวอินโดนีเซียให้ประจำอยู่บนเรือ หรือบังคับให้เรือประมงเดิมไปถอนสัญชาติ เพื่อจดทะเบียนเป็นเรือประมงของอินโดนีเซียโดยตรง ประเด็นเหล่านี้ก็ล้วนแต่ทำให้ "ความร่วมมือในการทำประมงร่วมไทย-อินโดนีเซีย" อยู่ในภาวะชะงักงัน
 
                         นับจากพฤศจิกายน 2557 ที่กระทรวงกิจการทางทะเลและประมง อินโดนีเซีย ได้ออกกฎกระทรวง เรื่องการระงับการต่อใบอนุญาตการทำประมง เป็นระยะเวลา 6 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ต่อเนื่องไปจนวันที่ 30 เมษายน 2558 ทำให้เรือประมงไทยที่เข้าไปจับสัตว์น้ำในอินโดนีเซีย ไม่ต่างจากการลักลอบเข้าไปทำประมง ที่ผ่านมาการเข้าไปทำประมงของเอกชนไทยเป็นไปในลักษณะร่วมทุนกับภาคเอกชนของอินโดนีเซีย ซึ่งตามกฎระเบียบการร่วมทุน เรือฝ่ายไทยจะต้องถอนทะเบียนเรือไทยและโอนสัญชาติมาเป็นเรือประมงอินโดนีเซียจึงจะได้ใบอนุญาตทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย  
 
                         แต่ที่ผ่านมา ปัญหาที่ทางการอินโดนีเซียพบ ก็คือเรือประมงจากไทยที่เข้าไปจับสัตว์น้ำใช้วิธีการออกใบอนุญาตปลอม เพื่อให้เรืออื่นใช้เป็นหลักฐานในการเข้าไปทำประมง แนวทางของการอินโดนีเซียต่อการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ คือเรือประมงที่เข้าไปต้องใช้ลูกเรือเป็นชาวอินโดนีเซียทั้งหมด ทำให้เรือประมงที่เข้าไปอยู่ในโครงการนี้กว่า 200 ลำต้องใช้วิธีจ้างงานรวมแล้วกว่า 5,000 คน ทั้งยังต้องจอดเทียบท่าที่ท่าเรืออินโดนีเซีย โดยไม่อนุญาตให้นำสัตว์น้ำกลับมาประเทศไทยโดยตรง
 
                         ความบาดหมางต่อการเข้าไปทำประมงของเรือไทย ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุลูกเรือประมงไทย ฆาตกรรมทหารเรือของอินโดนีเซีย 2 รายในน่านน้ำของอินโดนีเซีย ในเดือนมีนาคม 2557 จากนั้นเป็นต้นมา ทำให้การทำประมงระหว่าง 2 ฝ่าย อยู่บนพื้นฐานของการเข้มงวด มีการออกข้อกำหนด จนทำให้เอกชนไทยที่เข้าไปร่วมทุนต้องพบกับข้อกำหนดต่างๆ เพื่อแลกกับการได้สิทธิ ก่อนที่จะนำไปสู่การระงับให้สัมปทานในที่สุด ซึ่งปัจจุบันเรือประมงไทยหันไปจับสัตว์น้ำในน่านน้ำกัมพูชา มาเลเซีย เมียนมาร์ ติมอร์ และปาปัวนิวกินี 
 
                         ส่วนผลที่ตามมาจากการใช้มาตรการห้ามเรือประมงจากไทยเข้าไปจับสัตว์น้ำในอินโดนีเซีย ก็คือ ผลกระทบที่สะท้อนไปถึงกลุ่มโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ ที่มีวัตถุดิบเข้ามาสู่ระบบการผลิตลดลง และมีราคาที่สูงขึ้น 
 
                         ขณะเดียวกัน รอยต่อของการทำประมงในน่านน้ำเพื่อนบ้านก็จะมีข้อจำกัดเพิ่มเติมจากการที่ทางการเมียนมาร์ กำลังจะประกาศจะปิดน่านน้ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นอันเท่ากับว่าพื้นที่ในการทำประมงของเรือจากไทยถูกตีกรอบให้แคบลง ! 
 
                         แหล่งข่าวในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลส่งออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นจากการออกประกาศห้ามเรือประมงไทยเข้าไปในน่านน้ำอินโดนีเซีย สร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ต้องได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอุตสาหกรรมห้องเย็น อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง ผู้ประกอบการต้องหาทางออกด้วยการจัดหาแหล่งซื้อวัตถุดิบใหม่  
 
                         "ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้เฉพาะโรงงานผลิตในสงขลา วัตถุดิบหายไปจากระบบเฉลี่ยที่ 70 เปอร์เซ็นต์ สร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างมาก" แหล่งข่าวกล่าว
 
                         น.ส.สมบูรณ์ ทองสมมุต ผู้ประกอบการเรือประมงและแพปลา จ.สงขลา กล่าวว่า ปัญหาในขณะนี้คือต้องรอให้ทางการไทยเข้าไปเจรจา เพื่อวางกรอบความร่วมมือ
 
                         "แต่แนวทางของอินโดนีซีย คือต้องการให้เกิดอุตสาหกรรมประมงแบบครบวงจร ขณะที่การทำประมงที่ผ่านมา เรือที่เข้าไปจะมี 2 ส่วน คือ ฝั่งสมุทรปราการ สมุทรสาคร และจากด้านสงขลา ปัตตานี ระนอง ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง 2 กลุ่มจะใช้วิธีเมื่อได้สัตว์น้ำก็จะแช่แข็งเพื่อนำกลับมาใช้ในฝั่งไทย หากเป็นไปตามแนวทางใหม่ เท่ากับว่าสัตว์น้ำจะผ่านขั้นตอนแช่แข็งหรือแปรรูปขั้นต้น จากนั้นจึงจะส่งกลับมาไทยจะทำให้ขั้นตอนยุ่งยาก และต้องใช้เวลานานขึ้นจากเดิม 5-7 วัน ก็เสร็จขั้นตอน อาจจะกลายเป็น 10 วัน"
 
                         ผู้ประกอบการรายนี้ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการฝ่ายไทยก็มีส่วนที่ไปสร้างเงื่อนไขจนกลายเป็นข้อพิพาท เช่น การออกตั๋วเรือ ลำละ 1 ล้านบาท แต่ผู้ประกอบการไทยก็ไปใช้วิธีการพ่วงเรือที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว ออกตั๋วปลอมขึ้น เมื่อทางการอินโดนีเซียตรวจพบ จึงสร้างความไม่พอใจ  
 
                         "ทางออกเดียวตอนนี้คือการที่รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะการทำประมงในอินโดนีเซียถือว่าเป็นแหล่งสำคัญ" น.ส.สมบูรณ์ กล่าวย้ำ  
 
                         ขณะที่ นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานบริษัทแปซิปิคแปรรูปสัตว์น้ำ และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รับผิดชอบภาคใต้ กล่าวเช่นเดียวกันว่า การที่เรือประมงต้องหยุดหาปลาในน่านน้ำอินโดนีเซีย ส่งผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลเพื่อการส่งออก เป็นปัญหากับผู้ประกอบการในกลุ่มโรงงานแปรรูปที่อาจจะต้องหยุดการผลิต ซึ่งปัญหาไม่อาจจะยุติได้ในระดับเอกชน แต่ต้องระหว่างภาครัฐกับรัฐ ต้องฝากให้เป็นหน้าที่ของกรมประมงที่จะต้องเร่งเจรจา เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้
 
                         "การที่อินโดนีเซียต้องการให้ผู้ร่วมทุน เข้าไปมีบทบาทต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านนี้ แต่ว่าสิ่งที่เอกชนเข้าไปศึกษาและพบก็คือกฎหมายอินโดนีเซียไม่เอื้อ มีอุปสรรคอยู่ที่กฎหมายรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นไม่สอดคล้องกัน และแรงงานในภาคการผลิตไม่สามารถสนับสนุนได้ เพราะขาดพื้นฐาน แม้แต่โครงสร้างพื้นฐานอินโดนีเซียก็ยังไม่พร้อม" นายทวี กล่าว 
 
                         ส่วน นายภูเบศ จันทนิมิ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรือไทยที่ไปทำประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย ปัจจุบันมีด้วยกันร่วม 1,000 ลำ ในเรื่องนี้ทางสมาคมได้ร้องขอไปทางกระทรวงต่างประเทศ ให้เข้าช่วยเจรจา เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการวางกรอบปฏิบัติ เพราะการที่เอกชนไปเจรจาคงเป็นเรื่องยากที่จะได้ข้อยุติ
 
                         ด้าน นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาว่า สัตว์น้ำที่จับได้นอกน่านน้ำกว่า 80% มาจากอินโดนีเซีย ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องเร่งหาทางออกเพื่อช่วยเหลือธุรกิจประมงไทย ตอนนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางจากทุกฝ่าย เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือ 
 
                         "เบื้องต้นทราบว่าทางอินโดนีเซียออกกฎกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง ด้วยการห้ามใช้เครื่องมือประมงประเภทอวนลากและอวนล้อมในน่านน้ำอินโดนีเซีย ทั้งที่ผ่านมาถือเป็นเครื่อมือสำคัญในการจับสัตว์น้ำในเขตน้ำลึก เมื่อออกข้อกำหนดเช่นนี้ก็ต้องไปเจรจาว่าจะหาทางออกที่พบกันครึ่งทางได้อย่างไรที่จะลงตัวมากที่สุด" นายชวลิต กล่าว
 
                         ดังนั้น ทางออกในการแก้ปัญหา "ความร่วมมือภาคประมงไทย-อินโดนีเซีย" ที่จะฟื้นฟูบรรยากาศให้กลับคืนมาได้ จึงตกเป็นภาระของรัฐบาลกับการที่จะต้องออกหน้าเจรจาแทน
 
 
 
 
 
----------------------
 
(ประมงไทยในอินโดฯ ระส่ำ รอรัฐบาลถกฟื้นสัมพันธ์ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)