
ผู้ว่าสิงห์บุรีสั่งหน่วยงานราชการลงพื้นที่ช่วยภัยแล้ง
07 มี.ค. 2558
ผู้ว่าสิงห์บุรี สั่งหน่วยงานราชการลงพื้นที่ช่วยภัยแล้ง ด้านจ.ตรัง เร่งทำฝนหลวงช่วยผู้ประสบภัยแล้ง
7 มี.ค.58 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า ตามที่ขณะนี้ได้เกิดปัญหาภัยแล้งขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทสรวมถึงจังหวัดสิงห์บุรี ก็ได้รับผลกระทบในทุกอำเภอิเช่นกัน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นเพื่อเป็นการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นให้เกิดผลอย่างคอบคุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายชโลธร ผาโคตร จึงได้มีคำสั่งมอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดสิงห์บุรีออกปฏิบัติหน้าที่ในการเป็นพี่เลี้ยงและดูแลประจำตำบลทุกตำบล เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอำเภอในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในแต่ละตำบลที่เกิดขึ้น โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง โดยหน้าที่ของส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายไปนั้น จะต้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่กำกับการดำเนินการช่วยเหลือภัยแล้งในพื้นที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี รวมถึงทำการสำรวจข้อมูลปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการช่วยเหลือและการแก้ไขปัยหาภัยแล้งทุกอย่าง
ตรัง - เร่งทำฝนหลวงพระราชทานช่วยผู้ประสบภัยแล้ง
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า จังหวัดตรังได้แจ้งขอรับการสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงไปยังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ณ กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบว่าในพื้นที่ได้เกิดฝนแล้งทิ้งช่วงมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ราษฏรในหลายอำเภอได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค
รวมทั้งพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ซึ่งจังวัดตรังได้จัดทำข้อมูลพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบปัญหาภัยแล้งในปี 2558 พื้นที่รวมทั้งสิ้น 10 อำเภอ 84 ตำบล 399 หมู่บ้าน ครัวเรือนเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบ 49,741 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 1,179,171 ไร่ ซึ่งขณะนี้จังหวัดตรังได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้ง ปี 2558 แล้ว จำนวน 7 อำเภอ จากจำนวน 10 อำเภอ มีราษฎรได้รับผลกระทบรวม 20 ตำบล ประมาณ 120 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อนกว่า 12,000 ครัวเรือน หรือกว่า 35,000 คน พื้นที่ทางทางการเกษตรได้รับความเสียหายแล้วจำนวน 3,000 ไร่
แบ่งเป็น ประเภทพืชไร่ จำนวน 350 ไร่ พื้นที่สวนยางพาราและปาล์มน้ำมันจำนวน 2,650 ไร่ และล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงพระราชทานได้เริ่มปฏิบัติการแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง ผลปรากฏว่าได้เกิดฝนตกลงมาแล้วในบางพื้นที่ของจังหวัดตรังเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา นานประมาณ 20 นาที ทำให้สามารถช่วยบรรเทาปัญหาลงได้ในระดับหนึ่ง แต่การปฏิบัติการดังกล่าวจะยังมีต่อไปขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ เพราะต้องตัดสินใจจากความพร้อมของสภาพอากาศ
นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวอีกว่า ในส่วนความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบได้นำรถขนบรรทุกน้ำไปแจกจ่ายช่วยเหลือแล้วกว่า 2 ล้าน 8 หมื่นลิตร มีการลดระดับการเปิดประตูระบายน้ำบางแห่ง และเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมทั้งแม่น้ำตรัง
ซึ่งพบว่าขณะนี้ยังมีเพียงพอ ส่วนพื้นที่ที่ทางจังหวัดเฝ้าระวังเป็นพิเศษจะเป็นพื้นที่แห้งแล้งซ้ำซาก เช่น ในพื้นที่ อ.ปะเหลียน และตามเกาะต่างๆ ส่วนพื้นที่ทางการเกษตรขณะนี้ยังได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยมองว่าภัยแล้งของปีนี้มาเร็วกว่าทุกปี แต่ทางจังหวัดประเมินว่าคงไม่รุนแรงไปกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมวางแผนเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ มีการแบ่งพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีศักยภาพรับผิดชอบร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ พร้อมทั้งยานพาหนะและเรื่องอุปกรณ์สำหรับการแจกจ่าย ด้านท้องถิ่นก็มีการาตั้งงบประมาณสำหรับการออกให้ความช่วยเหลือประชาชนเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา
พิจิตร-วิกฤติแล้ง! เลี้ยงปลาในวังแม่น้ำยมสร้างรายได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง ประชาชนในพื้นที่ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม สู้วิกฤติภัยแล้งด้วยการเสี่ยงเลี้ยงปลากระชังในวังน้ำที่ยังพอมีน้ำขังโดยประชาชนนำไม้ไผ่ตัดเป็นลำเพื่อทำเป็นลูกบวบใช้พยุงให้กระชังเลี้ยงปลาลอยน้ำตามวิธีดั้งเดิมที่ทำมาตั้งแต่อดีต เพื่อใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงปลากระชังที่บริเวณวังน้ำใกล้กับวัดกำแพงดิน ซึ่งยังเป็นวังที่ยังมีน้ำขังขนาดกว้างกว่า 1 ไร่ แตกต่างจากจุดอื่นที่น้ำแห้งจนเห็นผืนทรายท้องแม่น้ำ
สำหรับการเลี้ยงปลากระชังเป็นวิธีการที่ประชาชนดิ้นรนเพื่อสร้างรายได้เนื่องจากน้ำมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอในการทำนา และทำการเกษตรทั่วไป การเลี้ยงปลาในกระชังจึงเป็นวิธีที่ประชาชนนำมาใช้โดยแบ่งพื้นที่ในแอ่งน้ำที่มีจำนวนจำกัดให้สามารถที่จะเลี้ยงปลากระชังได้พร้อมกันหลายๆกระชัง เพื่อหวังที่จะมีรายได้จากการจำหน่ายปลาที่หายากในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีแหล่งน้ำให้ปลาอาศัยอยู่ในขณะนี้



