ข่าว

'โคมลอยทนไฟ' ตอบโจทย์ผู้ประกอบการจากงานวิจัย

'โคมลอยทนไฟ' ตอบโจทย์ผู้ประกอบการจากงานวิจัย

08 มี.ค. 2558

คุยนอกกรอบ : 'โคมลอยทนไฟ' ตอบโจทย์ผู้ประกอบการจากงานวิจัย : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์

 
                              นักวิชาการจำนวนหนึ่งทำงานวิจัยเพราะข้อบังคับของสถาบัน เป็นหน้าที่ บ้างต้องการผลงานสำหรับการปรับตำแหน่ง 
 
                              ทว่า ดร.มาโนช นาคสาทา ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) บอกว่าไม่ต้องการคำนำหน้า ไม่ก้าวหน้าทางวิชาการไม่เป็นไร แต่ขอทำงานที่นำมาประยุกต์ใช้ได้จริง 
 
                              “ผมเลือกเป็นข้าราชการ รับเงินเดือนน้อยๆ ถ้าเป็นพนักงานจะมีกฎบังคับว่าต้องเป็น ผศ.หลังทำงาน 5 ปี...ผมพยายามฉีกออกจากงานวิจัยพื้นๆ ส่วนใหญ่เขาทำกันประเภทที่ว่าไปตีพิมพ์ ขอตำแหน่งและจบ ซึ่งผมไม่อยากทำแบบนั้น...เข้ามาทำงานทางนี้ประมาณ 10 ปี หลังจบปริญญาเอก ไม่ได้ทำวิจัยเบื้องต้นเพื่อเก็บ แต่อยากต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ออกไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผมไม่เคยขอตำแหน่ง ครับ (หัวเราะ) ยังเป็นดอกเตอร์เหมือนเดิม”
 
                              งานที่นักฟิสิกส์รายนี้เลือกทำ และนำเสนอในงานประชุมวิชาการประจำปี 2558 ของ สวทช.ภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือ “กระดาษสาทนไฟ” และฉนวนกันความร้อนทนไฟจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (ฟางข้าว) โดยตัวแรกนำมาผลิตเป็น “โคมลอย” ส่วนฉนวนกันไฟก็มีรูปลักษณ์เหมือนแผ่นฝ้าสำหรับใช้ในอาคาร ทั้งหมดต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องวัสดุทนไฟ
 
                              ดร.มาโนช บอกว่า ปัจจุบันเขาทำวิจัยสองเรื่องคือ วัสดุกันน้ำและวัสดุทนไฟ โดยเริ่มจากวัสดุทนไฟก่อน สาเหตุที่เริ่มจากโจทย์ข้างต้น เพราะผู้ประกอบการทำโคมไฟส่งออกต่างประเทศสอบถามมา 
 
                              “โจทย์ที่ให้มาแรกสุดเมื่อเจ็ดแปดปีก่อนคือ ต้องการกระดาษที่ไม่ลุกติดไฟ เขาไปต่างประเทศเห็นว่าที่โน่นมี ก็อยากได้ อันดับแรกสุดที่เราทำคือหาสารหน่วงไฟ สารที่ยับยั้งการติดไฟของกระดาษ เงื่อนไขคือราคาไม่แพง หาได้ง่ายในเมืองไทย สารหน่วงไฟมีขายในต่างประเทศ แต่ราคาแพง เราก็ลองหาส่วนผสมตรงนี้ ลองผิดลองถูก กระทั่งทำสารหน่วงไฟขึ้นมาว่าใช้ได้ตามมาตรฐาน ต้นทุนค่อนข้างต่ำกล่าวคือ 10 บาทต่อ 1 กก. ใช้สำหรับเตรียมสารหน่วงไฟได้ 20 ลิตร แต่มีขั้นตอนการทำมากพอสมควร สารหน่วงไฟไม่มีแบบสำเร็จรูปขายในไทย แต่มีสารตั้งต้น เราเข้าไปอ่าน ดูข้อมูลของฝรั่งว่าทำอย่างไร ใช้อะไร เราไปช็อปตัวนั้นตัวนี้และมาผสมกันเอง” 
 
                              กลุ่มแรกที่ใช้คือโคมไฟกระดาษสาทนไฟ แต่มีปัญหาด้านการตลาด ผู้ผลิตเป็นชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ และทำตามออเดอร์ หากคนสั่งซื้อบอกว่าต้องการกระดาษทนไฟจึงทำ ไม่มีการเสนอสินค้าใหม่กับลูกค้า
 
                              แล้วอาจารย์ทำอย่างไร?
 
                              “พยายามทำผลิตภัณฑ์เองบ้างเพื่อเผยแพร่ อย่างโคมลอยเป็นตัวต่อยอดจากตรงนี้ พอเรามีองค์ความรู้และเป็นที่รู้จักพอสมควรแล้ว คนทำโคมลอยเจอปัญหาฝรั่งถามว่ากระดาษของยูลุกติดไฟหรือเปล่า ถ้าลุกติดไฟไม่เอา ฝรั่งมีเทคโนโลยีแบบนี้มานานแล้ว คนทำโคมลอยก็มาหาถามว่า อาจารย์ช่วยทำกระดาษไม่ลุกติดไฟได้ไหม จะเอากระดาษสาไปทำเลยก็ไม่ได้ เพราะกระดาษสามีน้ำหนักเกิน ต้องใช้กระดาษบางๆ สำหรับทำโคมลอย 
 
                              “เรารับโจทย์นี้มาเอาสารหน่วงไฟมาปรับใช้ ปรับสูตรปรับกระบวนการ จนกระทั่งโอเคทำได้ ถ่ายทอดให้เขาไปทำเองได้ 4 ปีแล้ว รายนี้ทำส่งออกมีเว็บไซต์ มีแบรนด์อยู่แล้ว” 
เมื่อโคมลอยมีคุณสมบัติ “ไม่ลุกติดไฟ” ทำให้ผู้ขายสามารถปรับราคาเพิ่ม เพราะเป็นกระดาษพิเศษ ซึ่งคนสั่งซื้อก็ทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าว ขณะที่ต้นทุนเพิ่มไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ 
 
                              แล้วได้รับผลตอบแทนอะไรบ้าง? คำตอบคือ “ไม่มี ผมได้ทุนวิจัยอยู่แล้ว”
 
                              ลืมบอกไปว่า “โคมลอยทนไฟ” ผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น ส่วนโคมลอยที่ใช้กันในเชียงใหม่ ยังเป็นกระดาษ (ติดไฟ) แบบเดิม!
 
                              ทำไมโคมลอยในเชียงใหม่ไม่ใช้แบบทนไฟ?
 
                              “ต้องดูพฤติกรรมคนขาย ถ้าคนซื้อไม่สนใจ เขาก็ใช้กระดาษธรรมดา ไม่ต้องมีขั้นตอนทำให้เป็นกระดาษทนไฟ เพราะขั้นตอนการทำต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน ไม่ใช่กระดาษสำเร็จรูป ถ้าไม่มีใครบอกว่าอยากได้กระดาษทนไฟ เขาซื้อกระดาษจากจีนมาทำเลยก็จบ” 
 
                              การที่ผู้บริโภคไม่ถาม ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ของถูก แต่ไม่ทราบว่ามีกระดาษประเภทนี้ ประกอบกับบางส่วนไม่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย เห็นแก่ความสนุกอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงโคมไฟที่เขาปล่อยไป อาจหล่นลงบนหลังคาบ้านคนอื่นและมีโอกาสลุกติดไฟได้ 
 
                              ผลิตภัณฑ์อีกตัวคือ “แผ่นฝ้าทนไฟ” อันนี้ก็มีโจทย์จากโคมลอยอีกเช่นกัน 
 
                              เนื่องจากในโคมลอยมีเส้นลวด เมื่อตัวโคมตกไปพาดสายไฟฟ้าทำให้ไฟช็อต จึงคิดหาวัสดุอื่นทดแทน เป้าหมายคือเชือก แต่เชือกอยู่ใกล้กับเทียนก็ติดไฟ จึงนึกถึงตัวกั้นกลาง เริ่มแรกสุดใช้หญ้าคา เพราะเคยทำวิจัยในคราวที่มีคนมาท้าทายว่า “อยากได้หลังคาหญ้าคาไม่ลุกติดไฟ อาจารย์ทำได้ไหม”
 
                              ถามแบบนี้ดูถูกกันมาก? 
 
                              “ไม่ใช่ เขาต้องการจริงๆ ผมเลยลองทำ เอาหญ้าคามาศึกษา ก็อัดขึ้นรูปและใส่สารหน่วงไฟ ศึกษาว่าต้องใช้สารหน่วงไฟปริมาณเท่าไร ที่จะทำให้แผ่นหญ้าคาสามารถป้องกันเส้นเชือกซึ่งอยู่ข้างใต้ได้”
 
                              นั่นเป็นที่มาของฝ้าทนไฟที่ผลิตจากฟางและกระดาษใช้แล้ว นอกจากคุณสมบัติที่ว่า “ไม่ไหม้ไฟ ลดเสียงสะท้อน” ตัววัสดุที่นำมาใช้ทำให้ลดปัญหาการเผาฟาง (หลังฤดูทำเกษตร) เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยขณะนี้มีคนร่วมฝัน รับไปผลิตเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมแล้ว 
 
                              “แผ่นนี้เพิ่งทำต้นแบบ แต่งานวิจัยต่อยอดมาสามปีแล้ว ได้ทุนต่อยอดจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังการดำเนินธุรกิจแล้วจะมีผลตอบแทนมาที่คณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวผม คงไม่มากนัก เพราะเพิ่งเปิดตลาด”
 
                              หากลูกค้าตอบรับ ปริมาณฟางพอทำหรือ?
 
                              “พอครับ ไม่แย่งกันหรอก เพราะมีคนเผาฟางเยอะ ปัญหามีอย่างเดียว เวลาถามว่ามีฟางไหม เขาบอกมี บอกว่าเอามาขายให้เราได้ไหม ไม่ได้ ต้องไปเก็บเอง คือถ้าไม่เก็บ เขาก็เผา ฝ้า 1 แผ่น ใช้ฟางข้าวครึ่งกิโลกรัม” 
 
                              ส่วนงานวิจัยอีกชุดเป็นเรื่อง “ทนน้ำ” ซึ่งเป็นรีเควสจากผู้ประกอบการ 
 
                              โจทย์เริ่มต้นจากกระดาษสาเหมือนกัน คนหนึ่งบอกต้องการแบบกันน้ำ อีกคนบอกทนไฟ จึงมาทำกระดาษกันน้ำด้วย และพัฒนาจากกระดาษเป็นผ้าฝ้ายกันน้ำ โดยสินค้าที่ติดตลาดคือผ้าฝ้ายกันน้ำ
 
                              หลังตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายนั้นไปแล้ว ก็ร่วมกับโรงงานทำผ้าฝ้าย ออกแบบลายผ้าและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ คอลเลกชั่นแรกเป็นของใช้บนโต๊ะอาหาร เช่น ผ้าปูโต๊ะ ที่รองแก้ว ที่รองจาน ลายดอกทองกวาว แน่นอนว่าทั้งหมด “กันน้ำ”
 
                              ผลิตภัณฑ์ข้างต้นมีวางจำหน่ายที่คณะวิทยาศาสตร์ มช. รายได้ (หลังหักค่าใช้จ่าย) เข้ากองทุนคณะวิทยาศาสตร์ 
 
                              ผ่านไป มช.อย่าลืมแวะอุดหนุน ! 
 
 
------------------------
 
 
                              ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สวทช.ภาคเหนือ จัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2558 ภายใต้หัวข้อ “From Friends to Family สานสัมพันธ์ร่วมสรรค์สร้างสังคมวิทยาศาสตร์” นำเสนอนิทรรศการผลงานการวิจัยและโครงการพัฒนา มีเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นในการวิจัยพัฒนา การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวและเพิ่มความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ โดยส่งเสริมการพัฒนาความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไทย ให้มีการประยุกต์ใช้งานวิจัยในภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น  
 
                              ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวถึงคอนเซ็ปต์งานนี้ว่า เป็นการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เหมาะกับ ปัญหา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของแต่ละภูมิภาค คนภาคเหนือน่าจะเป็นผู้สานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ปัญหาท้องถิ่น และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี นี่เป็นจุดที่ตั้งใจให้ สวทช.ภาคเหนือดำเนินการ แม้ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาเกี่ยวกับความรู้เข้าใจวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การทำงานร่วมกันของชุมชน อาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ได้พิสูจน์ว่าถ้าเรามีความตั้งใจดี พูดคุยกันมากขึ้น ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ดี เพราะมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือ ทำให้สังคม ชุมชน อุตสาหกรรมในภาคเหนือ ได้ประโยชน์สูงสุด
 
                              ภาครัฐมักสนับสนุนตัวเงิน สิ่งของ แต่ สวทช. ไม่มีงบมากขนาดนั้น แต่เราให้ความรู้ วิธีการแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้จากสิ่งของเหลือใช้ต่างๆ ให้องค์ความรู้ เช่น การแก้ปัญหาหมอกควันภาค เช่น นำซังข้าวโพดมาทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ทดแทนเชื้อเพลิง ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันลดต้นทุนการดำรงชีวิต สร้างสรรค์สังคมต่อไปข้างหน้าได้ 
 
                              ปัญหาคือการขยายผลทำได้ไม่ดีนัก ส่วนใหญ่ทำเป็นต้นแบบในหมู่บ้านหรือชุมชนหนึ่ง การขยายผลต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น มหาดไทย จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด และภาคเอกชนเพื่อนำไปผลิต จำหน่าย หรือใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 
 
                              “ถ้าเราช่วยกันตอบสนองกลับไปต้นทางคือเกษตรกร เชื่อว่าสังคมจะดีขึ้น”
 
 
------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : 'โคมลอยทนไฟ' ตอบโจทย์ผู้ประกอบการจากงานวิจัย : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์)